วันอังคารที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ตำรวจกับการฆ่าตัวตาย

     พล.ต.อ.สล้าง บุญนาค อดีต รองอธิบดีกรมตำรวจ(สำนักงานตำรวจแห่งชาติในปัจจุบัน) กลายเป็นข่าวใหญ่อีกครั้งด้วยการฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดลงมาจากที่สูงในห้างสรรพสินค้า พร้อมด้วยจดหมายสั่งเสียก่อนจบชีวิตลง ทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องนโยบายบางอย่างของรัฐบาล

     แม้ว่า พล.ต.อ.สล้าง จะผ่านชีวิตการรับราชการตำรวจมาอย่างโชกโชน ไม่ว่าจะสายบู๊ และ สายบุ๋น ตลอดจนหลังจากเกษียณแล้วยังมีบทบาทหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับด้านการเมืองและนโยบายต่างๆของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ไม่มีใครคาดคิดว่า พล.ต.อ.สล้าง จะเลือกเส้นทางสุดท้ายของชีวิตด้วยวิธีนี้ ทำให้ผู้เขียนยังย้อนนึกไปถึงบรรดาข้าราชการตำรวจของไทยจำนวนมาก ที่เลือกจบชีวิตของตัวเองลงไปด้วยวิธีการต่างๆเช่นกัน และ ตั้งคำถามกับตัวเองว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับข้าราชการตำรวจของไทยกันแน่



     จากบทความก่อนของผู้เขียน เรื่อง "ตำรวจ อาชีพที่น่ารังเกียจ" ทำให้ได้พบว่าจริงๆแล้วนอกจากปัญหาที่ถูกซุกซ่อนอยู่ใต้พรมของตำรวจที่มีมากมายจนแทบจะใหญ่กว่าพรมที่ปิดไว้อยู่แล้วนั้น ปัญหาบนพรมก็ยังมีมากมายมหาศาล จนตำรวจหลายคนเลือกที่จะทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลังเพื่อจบปัญหาที่แบกรับไว้จนเกินจะทนไปปีละไม่น้อย

     สถิติการฆ่าตัวตายของตำรวจไทยนับวันมีแต่จะเพิ่มขึ้นไม่ว่าจะสายงานใด หรือ ยศ ตำแหน่งใดก็ตาม หากเรามาวิเคราะห์หาสาเหตุของการตัดสินใจของเขาเหล่านั้นแล้ว พอจะมองกว้างๆได้ดังนี้

     1. การเข้าถึงอาวุธปืนได้ง่าย
         ปฏิเสธไม่ได้ว่าตำรวจกับอาวุธปืนเป็นของคู่กัน เพราะตำรวจเป็นบุคคลที่ได้รับอนุญาตให้พกอาวุธปืนติดตัวได้ตลอดเวลาหากอยู่ในขณะปฏิบัติหน้าที่ที่ต้องใช้อาวุธปืนป้องกันตัว ทั้งในและนอกเครื่องแบบ และทุกสายงาน เพราะตำรวจมีอำนาจการสืบสวนคดีอาญาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งไม่ได้แยกว่าตำรวจสายงานใดโดยเฉพาะที่มีอำนาจสืืบสวน นั่นจึงหมายถึงตำรวจทุกคน ทุกสายงาน ทุกชั้นยศ ล้วนมีอำนาจสืบสวน ตรวจค้น จับกุม  เหมือนกันทั้งสิ้น จึงไม่แปลกที่ตำรวจธุรการจะมีปืนไว้ในครอบครอง หรือ แม้กระทั่งพกปืนติดตัวขณะทำงาน เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์เฉพาะหน้าเกิดขึ้น ตำรวจคนนั้นก็ต้องเข้าทำการระงับเหตุ หรือแม้แต่ยิงต่อสู้กับคนร้ายได้ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจธุรการหรือสายปราบปรามก็ตาม เพราะคนร้ายเองก็ไม่ได้เคยมาถามก่อนว่าเป็นตำรวจสายไหน แล้วด้วยความที่มีอาวุธปืนอยู่กับตัว ยามใดที่เขาคิดว่าชีวิตนั้นถึงที่สุดแล้ว การใช้อาวุธปืนน่าจะเป็นทางออกที่รวดเร็วและเจ็บปวดน้อยที่สุด 

     2. หนี้สิน
        ปัญหาหนี้สินเป็นปัญหาอันดับต้นๆของการตัดสินใจทำเรื่องผิดๆ หรือ แม้แต่การฆ่าตัวตายของตำรวจไทย  ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? เขาใช้เงินเกินตัว ติดพนัน เจ้าชู้ หรือป่าว ตอบได้เลยว่าบางส่วนก็เป็นเช่นนั้นจริง แต่หากมองในภาพรวมแล้ว ตำรวจเป็็นอาชีพที่หากใครเข้ามาแล้วต้องมีต้นทุนพอสมควร ต้นทุนแรกๆเลยคือค่าชุดเครื่องแบบ หมวก รองเท้า เครื่องหมายต่างๆ อุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็น ปืน วิทยุสื่อสาร กุญแจมือ โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ ปรินเตอร์ กระดาษ รถ หรือบางทีแม้แต่โต๊ะ เก้าอี้ ก็ต้องซื้อเองทั้งหมดทั้งสิ้น บางแผนกถึงกับต้องจ่ายค่าไฟเองก็มี ถามว่าทางของทางราชการมีให้ใช้ไหม มีครับ แต่มีแค่บางอย่างและไม่เคยพอ ทั้งส่วนใหญ่อยู่ในสภาพเสื่อมโทรมจนไม่สามาถใช้งานได้ ทำให้ตำรวจต้องจัดหามาเอง แต่ด้วยรายได้อันน้อยนิดของตำรวจใหม่ๆที่แทบไม่พอค่าอาหารยาไส้ทำให้ต้องเกิดการกู้ยืมกันขึ้นมา และ ด้วยดอกเบี้ยมหาโหดของสถาบันการเงินต่างๆทำให้การส่งระยะยาวแทบไม่ได้ลดเงินต้นลงเลย และ ยิ่งอยู่นานก็มักจะมีหนี้สินเพิ่มมากขึ้นจากความจำเป็นต่างๆที่เกิดขึ้นเพิื่อให้เขาดำรงการทำงานอยู่ได้เพราะไม่เคยได้รับการเหลียวแลจากผู้มีอำนาจทั้งหลาย ไม่เหมือนกับข้าราชการอื่นๆ เช่นครู ที่มีโครงการต่างๆเข้ามาช่วยเหลือปัญหาหนี้สินมากมาย จนเมื่อปริมาณหนี้สินนั้นขมึงเกลียวบีบรัดจนถึงจุดสุดท้าย เขาก็เลือกที่จะจากไป 


     3. ปัญหาครอบครัว
         แน่นอนว่าหาใช่เพียงตำรวจเท่านั้นที่มีปัญหา ใครๆก็มีปัญหาแบบนี้ทั้งนั้นไม่ว่าจะอาชีพอะไร แต่ทำไมอาชีพตำรวจถึงมีปัญหาครอบครัวมากกว่าล่ะ เราลองมาดูกัน ผมจะยกตัวอย่างให้ฟัง เด็ก 3 คน เป็นเพื่อนกัน ไปเที่ยวด้วยกัน คนแรก ลูกครู คนที่สอง ลูกแม่ค้า คนที่สาม ลูกตำรวจ บังเอิญระหว่างนั้นไปมีเรื่องกับกลุ่มวัยรุ่นอื่นและฝ่ายตรงข้ามเกิดการล้มเจ็บตายเกิดขึ้น ข่าวต่างๆจะลงว่าอย่างไร ลูกใครก่อเหตุ ลูกใครมีเรื่อง แน่นอน เด็กสามคนนั้นจะกลายเป็นแก๊งลูกตำรวจขึ้นมาทันที จริงไหมครับ นอกเหนือจากนั้น ตำรวจเป็นอาชีพที่ไม่มีวันหยุดนักขัตฤกษ์ ไม่มีเวลาทำงานที่แน่นอน คุณต้องเป็นตำรวจ 24 ชม. ยิ่งหยุดยาวคุณต้องยิ่งเหน็ดเหนื่อยมากขึ้น ไม่ว่าจะปีใหม่ สงกรานต์ คนอื่นๆเขาหยุดงานกลับบ้านไปหาญาติพี่น้องกัน แต่หากคุณเป็นตำรวจ คุณไม่มีสิทธิ์นั้น คุณต้องพร้อมสำหรับการเรียกตัวทำงานตลอดเวลาโดยไม่มีสิทธิ์เรียกร้องหา OT หรืือค่าทำงานล่วงเวลาใดๆทั้งสิ้น เพราะมันไม่เคยมีให้(เว้นแต่บางหน่วยเท่านั้น) หลายครั้งปัญหาครอบครัวก็เกิดขึ้นเพราะตัวตำรวจไม่มีเวลาพอที่จะดูแลครอบครัวได้ดีพอ จนเมื่อปัญหาลุกลามบานปลายไปมากทุกอย่างก็จบลงอย่างรวดเร็ว

     4. ปัญหาในการทำงาน
        ตำรวจทำงานอยู่บนปัญหาของผู้อื่นตลอดเวลา รับเอาปัญหาของผู้อื่นมาเป็นของตัวเองตลอดและต้องแก้ไขปัญหานั้นให้ได้ตามหน้าที่ของเขา แต่นอกเหนือจากปัญหาของประชาชนที่เข้ามาติดต่อในทุกๆวันตลอดเวลา ทำให้หลายๆคนเกิดความเครียดสะสมขึ้นมาก ส่วนใหญ่ก็มักจะคุ้นชินกันไป แต่บางส่วนก็รับเอาความเครียดนั้นไว้ตลอดเวลา จนเมื่อถึงที่สุดก็เลือกทางจากไป แต่นั่นก็ยังเป็นแค่ด้านเดียวที่คนภายนอกมองเห็น สิ่งที่อยู่ภายในระบบของตำรวจนั้นก็คืออำนาจการบังคับบัญชาของตำรวจด้วยกัน ตำรวจเป็นข้าราการที่นอกเหนือจากตำแหน่งแล้ว ยังมียศเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทำให้การทำงานของตำรวจในความเป็นจริงแล้วไม่ได้มีอิสระในการคิดและตัดสินใจทุกอย่างแบบ 100% โดยเฉพาะในสายงานสอบสวน หรือที่เราเรียกกันว่า "ร้อยเวร" นั่นเอง หลายๆครั้งมักถูกแทรกแทรงจากผู้มีอำนาจ ระบบอุปถัมภ์ และระบบบุุญคุณต้องทดแทนแบบไทยๆเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ ระบบค่าของคนอยู่ที่คนของใครใช้ได้เสมอกับระบบตำรวจไทย และความกดดันนั้นไม่ใช่น้อยๆเลย ถึงขนาดว่าการลาออกจากราชการก็ไม่ได้แก้ปัญหาให้ได้


     5. ความเจ็บป่วย
         ปัญหาเรื่องความเจ็บป่วยนั้น ใครๆก็เป็นใช่ไหมครับ เหมือนๆกับปัญหาครอบครัวนั่นแหละ แต่ทำไมตำรวจถึงเจ็บป่วยมากกว่าข้าราชการอื่นๆ ผู้เขียนเห็นว่าตำรวจเป็นอาชีพที่เสี่ยงอันตรายที่สุด ทั้งอันตรายจากโจรผู้ร้ายที่ตำรวจมีหน้าที่โดยตรงที่ต้องเผชิญแล้ว ยังต้องทำหน้าที่บริการและป้องกันเหตุต่างๆแบบครอบจักรวาลอีกด้วย อะไรที่แย่ๆ ไม่ดี น่ากลัว เสี่ยง ทุกคนก็จะเรียกหาตำรวจไว้ก่อนทั้งนั้น และหน้าที่ปกติที่ต้องยืนตากแดดตากฝน จัดการจราจร ตั้งด่านตรวจ ขี่รถออกตรวจ ที่ล้วนแล้วแต่มีผลเสียต่อสุขภาพทั้งสิ้น ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ จึงไม่แปลกเลยที่ตำรวจจะเจ็บป่วยกันเยอะโดยเฉพาะโรคเครียดและโรคซึมเศร้า เพราะเวลาส่วนใหญ่มักจะหมดไปกับการทำงานแบบไร้ OT เสมอ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆเช่น กทม. นี่ไม่นับรวมคนที่ชอบกินเหล้า สูบบุหรี่ หรือทำร้ายร่างกายตัวเองด้วยวิธีอื่นๆนะครับ ผมมองในภาพรวมเป็นหลัก และความเจ็บป่วยนี่ก็เป็นสาเหตุหลักๆที่ตำรวจตัดสินใจจากโลกนี้ไป


     ทั้ง 5 ข้อนี้ ผู้เขียนใช้ความรู้และการพินิจพิเคราะห์ด้วยตัวเอง อาจมีถูกบ้างผิดบ้าง ตรงใจหรือไม่ตรงใจใครบ้างก็ต้องขออภัยไว้ก่อน แต่หากบทความนี้จะพอเป็นประโยชน์ใดๆกับสังคมและโลกนี้บ้าง ผู้เขียนก็ขอยกคุณความความดีทั้งหมดให้กับบุพการี ครูบาอาจารย์ และผู้มีพระคุณทั้งหลายของผู้เขียนไว้ ณ.ที่นี้ครับ

     บทความทั้งหมดนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ Zad Channel ไม่อนุญาตให้นำส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดไปใช้เพื่อได้มาซึ่งผลประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น เว้นแต่ได้รับอนุญาตหรือเพื่อการศึกษาและกิจกรรมที่ไม่หวังผลประโยชน์ตอบแทน 
     

วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

"ตำรวจ" อาชีพที่น่ารังเกียจ

     โลกทุกวันนี้มีแต่ความวุ่นวายมากมายมายเหลือคณานับ เหตุที่โลกนี้วุ่นวายหาใช่ว่าตัวของโลกวุ่นวาย แต่เป็นมนุษย์นี่เองที่ทำให้มันวุ่นวาย วุ่นวายกับตัวเองไม่พอ ไปวุ่นวายกับคนอื่นและสิงสาราสัตว์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

     และยามใดที่มีปัญหาในชีวิตขึ้นมาทั้งจากความวุ่นวายของตัวเองที่ก่อขึ้น หรือคนอื่นก่อให้ ทำให้เกิดความขัดแย้งกันจนทำท่าจะลุกลามบานปลายกลายเป็นโศกนาฎกรรม แสงแรกที่สว่างวาบขึ้นมาในความคิดคือ "ตำรวจ" จริงไหม? หรือบางคนคิดว่าเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นมาช่วยแก้ปัญหาให้จะดีกว่า เอางั้นก็ได้นะ



     หลายๆคนคิดว่าตำรวจจะมาปรากฎกายให้เห็นแทบจะทันทีทันใดหลังจากวางสายจาก 191 แล้ว เพื่อจะมาบำบัดความทุกข์ของตนเองหมดสิ้นไปได้ ซึ่งในความเป็นจริงอาจรอนานมากกว่านั้นมากบ้างน้อยบ้าง ขึ้นอยู่กับว่าตอนนั้นตำรวจเหล่านั้นเขาอยู่ที่ไหน เขาทำอะไรอยู่ แต่ไม่ว่าเรื่องที่เขาทำอยู่นั้นจะสำคัญมากมายเพียงใด นั่นไม่ใช่เหตุผลที่คุณซึ่งกำลังเดือดร้อนอยู่จะยอมรับได้ใช่ไหม เพราะ 1 นาทีที่เสียไปของคุณมันร้ายแรงและยาวนานมากในยามที่คุณเดือดร้อน

     และเมื่อตำรวจมาถึง คุณก็พยายามให้เขาแก้ปัญหาให้ได้แบบทันทีทันใด ด้วยอารมณ์ที่เดือดพล่าน ทั้งๆที่เขาเหล่านั้นเพิ่งมาถึงและได้ข้อมูลที่แท้จริงน้อยมากจากการแจ้งเหตุด่วนทางโทรศัพท์ "จับมันสิ"  , "ทำไมไม่จับ", "เส้นมันใหญ่เหรอเลยไม่กล้าจับ" และอื่นๆอีกมากมายที่ถาโถมเข้าใส่เขาเหล่านั้น ราวกับคนเสียสติก็ไม่ปาน


    พายุอารมณ์และความหวาดกลัว โกรธแค้นกระหน่ำใส่คู่กรณีอย่างเดือดพล่านมากขึ้น โดยเฉพาะในยามที่มีกรรมการเช่นตำรวจอยู่ใกล้ๆ เผลอๆก็มีส่งอารมณ์ทั้งหมดมาถึงตำรวจเหล่านั้นที่พยายามจะบรรเทาเหตุการณ์ให้เบาลงด้วยเช่นกัน


     นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆน้อยๆที่ตำรวจได้เผชิญในแต่ละวัน ในความเป็นจริงมีเรื่องราวอีกหลายหมื่นหลายแสนอย่างเกิดขึ้นในทุกๆวันจนนับกันไม่หวาดไม่ไหวทั้งที่มันไม่ใช่ปัญหาของเขาเลย คำถามคือ มีใครสงสัยบ้างไหมว่าตำรวจที่ทำหน้าที่อยู่นั้นเขารับมือกับเหตุการณ์ทีเกิดขึ้นทั้งหมดนี้ได้อย่างไร เขาเอาความอดทนอดกลั้นมาจากไหน ผมว่าไม่มีใครคิดนะ

     วันนี้ตำรวจเป็นอาชีพสัมผัสกับประชาชนมากที่สุด เป็นอาชีพที่ถูกคาดหวังมากที่สุด เป็นอาชีพที่มีรายได้น้อยที่สุดในบรรดาข้าราชการทั้งหลาย มีโอกาสผิดพลาดในการทำงานมากที่สุด ถูกร้องเรียนมากที่สุด เผชิญหน้ากับอันตรายมากที่สุด และที่สำคัญ ถูกเกลียดชังมากที่สุดอีกด้วย

     ทำไมใครๆถึงได้พากันเกลียดชังตำรวจ ถ้าจะท้าวความไปถึงการเลี้ยงดูในอดีตที่พ่อแม่ชอบบอกว่าอย่าร้องไห้นะเดี๋ยวตำรวจจับ ก็เหมือนปลูกฝังความเกลียดชังและหวาดกลัวเข้าไปในหัวเด็กทุกๆวัน มาจนถึงสื่อสังคมกระแสโซเชี่ยลที่นิยมการด่าก่อนถามทีหลัง หรือการได้สัมผัสกับเรื่องราวที่ไม่ถูกใจเวลาได้เจอกับตำรวจแม้ว่าตัวเองจะเป็นฝ่ายผิดแบบเต็มๆก็ตาม



     ไม่เคยเห็นตำรวจคนไหนออกมาปฏิเสธหรือตอบโต้อย่างรุนแรงกับคนที่บอกว่าเกลียดชังตำรวจ ส่วนใหญ่แล้วก็ได้แต่บ่นในใจหรือตอบโต้ด้วยคำพูดเบาๆกันในกลุ่มเพื่อนฝูงเท่านั้น

     ถ้าจะนับเรื่องความไม่น่ารักหรืออะไรที่เกี่ยวกับเงินหรือผลประโยชน์ใดๆที่เกิดขึ้นในวงราชการแล้ว ไม่มีหน่วยงานใดที่ปราศจากคนชั่วและผลประโยชน์ ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม ไม่ว่าจะซึ่งๆหน้าหรือใต้โต๊ะ ผมเองก็เคยโดนปล้นกลางที่ว่าการอำเภอมาแล้ว แต่ด้วยความที่ไม่อยากมีปัญหามากนักและไม่อยากให้กระทบกับผู้ใหญ่จากพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่บางคนเลยเลือกที่จะยอมๆให้มันผ่านไป  ผมเชื่อว่าหลายๆคนก็คงเคยโดนมาเหมือนกัน จริงไหมครับ

     น้อยคนมากที่จะสนใจเรื่องปากท้อง ความเป็นอยู่ หรือสวัสดิการให้กับตำรวจ ทุกคนล้วนคาดหวังจากตำรวจในเชิงคุณภาพที่สูงมากในระดับ First Class แต่กลับจ่ายค่าตอบแทนให้เขาในราคา Super Economic และแม้กระแสปฏิรูปตำรวจจะมาแรงเหลือเกิน แต่สิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมจริงๆตลอดเวลาที่ผ่านมาคือการเปลี่ยนสีเครื่องแบบ และ ทรงผมหัวเกรียน ที่ในแง่ปฏิบัติไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาเลยนอกจากการเพิ่มภาระและค่าใช้จ่ายให้กับตำรวจ  แต่กลับสร้างความร่ำรวยอย่างมหาศาลให้กับพ่อค้าที่ผูกขาดผ้าชนิดนี้เพียงผู้เดียวในประเทศไทย นี่หรือคือการปฏิรูปตำรวจ



     ตลอดเวลาที่ผ่านมาสังคมและผู้มีอำนาจใช้การกดดันและรุนแรงกับตำรวจ เหมือนกับว่าเป็นเด็กดื้อที่ต้องใช้วิธีเฆี่ยนตีให้หลาบจำเท่านั้น เป็นเด็กที่ถูกเลี้ยงแบบอดๆอยากๆ ถูกกระทำให้อ่อนแอและหวาดกลัว ใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยคำสั่งและกฎเกณฑ์มากมายทั้งในตำราและนอกตำรา เมื่อใดก็ตามที่เด็กคนนี้ถูกเฆี่ยนตีลงโทษฟาดฟันแบบไม่ยั้ง ไม่เคยมีผู้ใดแสดงความเมตตาอารีย์เข้ามาปกป้อง ไร้ซึ่งสรรพเสียงแห่งความเห็นใจ มีเพียงการกระหน่ำซ้ำเติมและกรีดร้องใส่ด้วยความสะใจ แต่เมื่อถึงคราวจำเป็นของตัวเอง กลับคาดหวังให้เด็กคนนี้เอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องชีวิตและความปลอดภัยให้กับตัวเองในยามเดือดร้อน เหมือนทำบุญ 20 แต่ขอถูกหวยรางวัลที่ 1 ยังไงยังงั้น

     นี่คือความจริงเพียงเศษเสี้ยวเดียวของตำรวจที่ถูกนำออกมาตีแผ่ให้สังคมได้รับรู้ถึงเรื่องราวของพวกเขา ยังมีอีกมากมายหลากหลายเหตุการณ์และเรื่องราวเหลือเกินในยุทธจักรสีกากีนี้ที่หลายคนไม่เคยรับรู้ ไม่ว่าคุณจะรังเกียจตำรวจขนาดไหน กระหน่ำซ้ำเติมเหยียบย่ำตำรวจขนาดไหน ผมก็ยังเชื่อเหลือเกินว่า เขาเหล่านั้นก็จะยังคงอยู่กับคุณไปตลอดกาล และเขาเหล่านั้นยังคงทำหน้าที่ของเขาต่อไปโดยไม่เคยร้องขอความเมตาจากใครเลย พูดถึงขนาดนี้แล้ว คุณยังรังเกียจพวกเขาอยู่ไหม

       บทความทั้งหมดมาจากความคิดและความรู้สึกส่วนตัวของผู้เขียน อาจมีถูกบ้าง ผิดบ้างในความคิดของท่านอื่นๆก็ต้องขออภัย ก็ตามประสาของคนธรรมดาที่เขียนเรื่องราวในใจของตัวเองออกมาเท่านั้น และบทความทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของ Zad Channel แต่เพียงผู้เดียว ไม่อนุญาตให้นำส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดของบทความไปทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยมีผลประโยชน์ตอบแทน เว้นแต่ได้รับอนุญาตหรือเพื่อการศึกษาโดยไม่หวังผลประโยชน์
   
   

   

อันตรายจากคลื่นสัญญาณโทรศัพท์มือถือ

     ในอดีตช่วงที่โทรศัพท์มือถือเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในชีวิตมนุษย์ เกิดการถกเถียงกันมากมายถึงอันตรายจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ คลื่นความถี่ของโทรศัพท์มือถือ ว่าจะเป็นอันตรายกับร่างกายของมนุษย์ขนาดไหน บ้างก็ว่าจะทำให้เกิดมะเร็งอย่างร้ายแรงตั้งแต่เอวที่เหน็บโทรศัพท์ไปจนถึงกับระดับมะเร็งสมอง แต่ไม่เห็นมีใครพูดถึงมะเร็วนิ้วมือกันนะ



     แม้ในปัจจุบันเองก็มีการพูดถึงแบบประปรายเรื่องอันตรายจากการใช้โทรศัพท์มือถืออยู่บ้างแต่ก็ไม่ถี่มากเหมือนเมื่อก่อน อาจเป็นเพราะว่าระยะเวลาอันยาวนานในการกำเนิดขึ้นและการใช้ของโทรศัพท์มือถือนั้นเป็นตัวพิสูจน์แล้วว่ายังไม่เคยมีใครตายเพราะใช้โทรศัพท์มือถือแล้วเป็นมะเร็งสมอง

     ใช่ว่าการได้รับคลื่นความถี่วิทยุหรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านั้นจะไม่เป็นอันตรายกับร่างกายมนุษย์ แต่โทรศัพท์มือถือนั้นส่งคลื่นสัญญาณออกมาในปริมาณที่น้อยเกินกว่าจะเป็นอันตรายกับร่างกายเราได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะลดความระมัดระวังลงไป โดยเฉพาะในวันนี้ที่นอกเหนือจากคลื่นสัญญาณโทรศัพท์แล้ว ยังมีอีกสารพัดคลื่น ทั้ง WIFI , Bluetooth, Infared ,Microwave และอีกมากมายที่บางทีผมก็ไม่รู้จัก




     หากสายตาของมนุษย์นั้นมองเห็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ารอบๆตัวได้เป็นสีสรรตามระดับคลื่นความถี่นั้น เชื่อไหมครับ เราจะมองเห็นคลื่นพวกนี้รอบๆตัวเราเต็มไปหมดโลกจะเต็มไปด้วยสีสรรละลานตาจนมองอะไรแทบไม่เห็นแน่ๆ นั่นหมายความว่ามมนุษย์ยุคใหม่โดยเฉพาะคนที่อยู่ในตัวเมืองไม่มีทางที่จะหลีกหนีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือคลื่นวิทยุต่างๆได้เลย โชคดีจริงๆที่เรามองไม่เห็นคลื่นเหล่านั้นด้วยตาเปล่า

     หากจะให้ฟันธงลงไปชัดๆเลยว่าสัญญาณจากโทรศัพท์มือถือเป็นอันตรายกับมนุษย์ไหม เชื่อไหมครับว่าทุกคนจะตอบกลับมาโดยข้อสันนิษฐานและผลการวิจัยที่ใกล้เคียงกับสมมุติฐานของตนเอง โดยปราศจากหลักฐานที่เป็นประจักษ์พยานชัดเจน

     สำหรับผมแล้ว เชื่อว่าสัญญาณจากโทรศัพท์มือถือนั้นเป็นอันตรายแน่นอน หากเราได้รับมันอย่างเข้มข้นและต่อเนื่องยาวนาน เพียงแต่โทรศัพท์มือถือทุกวันนี้ไม่ได้ปล่อยสัญญาณออกมาเข้มข้นและยาวนานมากเพียงพอที่จะเป็นอันตรายกับร่างกายวัยผู้ใหญ่ของผมจนเกิดอาการใดขึ้นมา แต่ข้อควรระวังอย่างยิ่งคือ ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่รวมถึงการรับคลื่นสัญญาณของเด็กทารก และ เด็กเล็กๆนะครับ สำหหรบเด็กๆยังเป็นเรื่องที่ควรเฝ้าระวังอยู่อย่างมาก



     สิ่งที่ผมกังวลว่าจะได้รับอันตรายมาจากอาหาร อากาศ และ อารมณ์ของผมมากกว่าที่มันจะทำร้ายร่างกายและจิตใจของผมหนักหนาสาหัสกว่าสัญญาณจากโทรศัพท์มือถือแน่นอน เพราะฉนั้นเรามาเฝ้าระวังอาหาร อากาศ และ อารมณ์ของเราดีกว่า เพราะมันส่งผลได้ทันทีโดยไม่ต้องรอผลการวิจัยหรือถกเถียงกันมากมายให้เป็นที่ปวดหัวครับ

   

ขวดน้ำบนผืนทะเลทราย

     ในยุคที่เงินตรามีอำนาจเหนือจิตใจ และความฝันของคนส่วนใหญ่คือความร่ำรวย คุณเองก็อาจเป็นคนหนึ่งที่เป็นเช่นนั้น หรือไม่ใช่

     คนส่วนใหญ่ 95% ของโลก ที่ครอบครองทรัพยากรเพียง 5% ของโลกไว้ ล้วนทำงานหนักอย่างอดทนและทุ่มเทมากมาย เพื่อรายได้อันน้อยนิดเพียงแค่พอเอาชีวิตรอด ในขณะที่คน 5% ที่ครอบครองทรัพยากร 95% ของโลกไว้ แทบไม่ต้องทำอะไรเลย



     หากจะมองว่าคน 5% นั้นเอาเปรียบคนส่วนใหญ่ นั่นก็เป็นคำตอบที่มีทั้งถูกและผิด ทำไมผมจึงกล่าวเช่นนั้น เพราะว่าความจริงแล้วมนุษย์เรามักจะมองเพียงแต่ในมุมของตัวเอง บางคนก็มองถึงความยุติธรรม ความเหมาะสม และความอะไรอีกมากมายที่ล้วนเป็นเหตุผลสนับสนุนให้ความคิดและความเชื่อของตัวเองมีีน้ำหนัก อย่างน้อยก็ในแง่มุมของแต่ละคนเอง

     ในชีวิตอันดิ้นรนและบางครั้งก็สับสนจนหาคำตอบให้กัับตัวเองไม่ได้ว่าแท้จริงแล้วชีวิตเรากำเนิดมาเพื่ออะไรกันแน่ บางครั้งก็คิดไปถึงบุพการีว่ากำเนิดเรามาเพื่ออะไรหากทำให้เราต้องมาลำบากเช่นนี้ เราแสวงหาและดิ้นรนเพื่อจะครอบครองสิ่งของ วัตถุ และเงินทอง หรือแม้กระทั่งผู้คน เช่น คนรัก บุตร บริวาร ไปเพื่ออะไรกัน บางคนก็หาคำตอบเจอ บางคนก็เหมือนจะเจอแล้วก็หลงลืมไปกับกระแสสังคมที่พัดพาไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง แต่บางคนก็ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย คุณล่ะครับ เป็นแบบไหน



     วันที่โลกนี้แห้งกร้าน สิ่งที่เรียกว่าน้ำใจนั้นเหือดหายไปราวกับหยดน้ำในทะเลทราย แม้จะมีหย่อมโอเอซิสให้เราพักกายพักใจได้ดื่มน้ำเพื่อให้ชีิวิตมีกำลังต่อไปบ้าง แต่สุดท้ายเราก็ยังต้องย่ำไปบนทะเลทรายเพือเดินทางไปยังจุดหมายที่เราเองก็ไม่รู้ว่ามีจริงหรือเปล่า ส่ิงที่เรามองเห็นไกลๆนั้นเป็นแค่เปลวแดดบนผืนทรายหรือโอเอซิสก็ยังไม่รู้ แต่สุดท้ายเราก็ยังต้องก้าวต่อไปอยู่ดี บางคนก็ไปถึง บางคนก็สูญหายไปกับความร้อนของทะเลทราย และแสงแดดที่แผดเผาทั้งร่างกายและจิตวิญญาณของเขาเหล่านั้นให้สูญสลายไป

     ระหว่างทางที่คุณกำลังเดินไปสู่จุดหมายของคุณอย่างลำบากยากเข็ญนั้น พลันสายตาก็มองไปเห็นถุงน้ำที่วางอยู่บนผืนทะเลทราย  ใครกันทำของล้ำค่าแบบนี้ตกไว้ ถุงน้ำนั้นจะมีเจ้าของไหม คำถามมากมายถาโถมเข้ามา แต่สุดท้ายก็หาคำตอบไม่ได้อยู่ดี  แล้วทำอย่างไรต่อดีล่ะ

     เลือกที่จะคว้าถุงน้ำนั้นไว้แล้วเดินต่อไปข้างหน้า หรือจะนั่งมองด้วยความสงสัยว่าถุงน้ำนี้เป็นของใคร มาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร หรือจะเดินผ่านมันไปเฉยๆดี


     ในชีวิตจริง ถุงน้ำนั้นก็เปรียบเสมือนโอกาส ที่หากเรามองเห็นม้ันแล้วเราก็ทำอยู่แค่ 3 อย่างเหมือนกัน 1.คว้ามันไว้  2.มองมันเฉยๆและเฝ้าครุ่นคิดว่านี่คืออะไร   และ 3.ปลอ่ยโอกาสนั้นทิ้งไป นั่นคือความแตกต่างที่ทำให้เราเป็นคนในกลุ่ม 5% หรือ 95% ดังที่กล่าวมา

     คนในกลุ่ม 5% นั้นมองเห็นว่านั่นคือโอกาสและรีบคว้ามันไว้ แต่คน 95% เลือกที่จะทำแบบ 2 อย่างหลัง คือเฝ้าดูอย่างสงสัยว่ามันคืออะไร และ ปล่อยให้โอกาสผ่านไป แน่นอนว่าความแตกต่างของชีวิตคนทั้ง 2 กลุ่มย่อมมากมาย คุณก็รู้ใช่ไหมครับ

     สิ่งสำคัญมีอยู่ 2 อย่าง นั่นคือความรูัที่มากเพียงพอที่จะทำให้เรามองเห็นว่านั่นคือโอกาส และ การตัดสินใจที่ถูกต้อง ถูกที่ ถูกเวลา การจะเป็นเช่นนั้นได้หมายความว่าเราต้องไม่หยุดที่จะมองหา เรียนรู้ และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ เพราะโอกาสก็เหมือนกับเวลา ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปเลย ไม่มีย้อนกลับมาหา เว้นแต่คุณจะโชคดีจริงๆ

     ผมหวังว่าบทความนี้จะเป็นการจุดประกายในใจของคุณได้บ้าง และฝากความคิดไว้ว่า จงอย่าหยุดที่จะเรียนรู้และเตรียมพร้อมให้ดี วันที่โอกาสมาถึงแล้ว จงมองให้ออกว่านั่นคือโอกาสแล้วรีบคว้ามันไว้อย่างมีสติ อย่าให้ความโลภ ความหลง มาครอบงำได้ แต่จงมองให้เห็นว่านั่นคือโอกาสที่แท้จริง สุดท้ายแม้เราจะไม่ได้เป็นคนในกลุ่ม 5% ของโลก แต่ผมเชื่อว่าคุณจะมีความสุขเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน Zad Channel ขอเป็นอีก 1 กำลังใจให้กับทุกๆคนครับ




   

   
   

วันเสาร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

วันที่โลกไม่ต้องการมนุษย์

     มนุษย์มักคิดว่าโลกนี้เกิดมาเพื่อมนุษย์ ทรัพยากร สิ่งมีชีวิตต่างๆ เป็นของมนุษย์ แม้จะยังมีมนุษย์บางส่วนที่คิดว่าตัวเองเกิดมาเพื่อโลก แต่ก็น้อยนัก มนุษย์จึงเผาผลาญทรัพยากรทุกสิ่งทุกอย่างของโลกไปอย่างมากมายมหาศาล ถึงขนาดว่านับจากวันนี้มนุษย์หยุดทำลายธรรมชาติอย่างเด็ดขาดไปอีก 1,000 ปี  ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ไม่อาจกลับคืนมาได้เหมือนเดิม



     ในคัมภีร์โบราณหลายที่มา ล้วนมีคำว่าวันล้างโลก วันพิพากษา  วันสิ้นโลก จุดจบของมวลมนุษย์มากมาย แต่มนุษย์ในวันนี้ไม่ได้สะท้อนสะท้านถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ แม้ว่าจะมีสัญญาณเตือนมากมายเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปรากฎการณ์เรือนกระจกที่ทำให้อุณภูมิโลกสูงขึ้น น้ำแข็งที่ขั้วโลกละลาย หรือ กระแสน้ำทะเลที่เปลี่ยนไปมากมายจนสิ่งมีชีวิตจำพวกปะการังเกิดการฟอกขาว และภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

     มนุษย์คิดว่ามันยังอีกไกลเหลือเกิน กว่าจะถึงวันนั้นเขาคงไม่มีชีวิตอยู่แล้ว นั่นก็อาจจะจริง แต่ก็มีความจริงบางอย่างอยู่อีก นั่นคือเทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้ารวดเร็วมาก การรักษาโรคต่างๆทำได้ดีขึ่้นอย่างมาก นั่นทำให้มนุษย์มีอายุยืนมากขึ้นจากการแพทย์สมัยใหม่ มนุษย์จึงมีแนวโน้มจะมีอายุยืนมากขึ้น แต่ในมุมกลับ การแพทย์รุดหน้ามากเท่าไหร่ นั่นหมายความว่าโรคต่างๆก็รุนแรงมากขึ้นเช่นกัน โรคต่างๆ ชื่อแปลกๆ อาการแปลกๆเริ่มมีให้ได้เห็นได้ยินมากขึ้น ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่มนุษย์ทำลายสมดุลย์ของธรรมชาติไปอย่างมากมาย และอีกส่วนหนึ่งเกิดจากการที่มนุษย์ใส่ใจตัวเองน้อยลง ทั้งเรื่องอาหาร อารมณ์ อากาศ ความเครียดต่างๆเกาะกุมหัวใจ เผาผลาญเหมือนไฟที่ไม่มีวันมอดดับอยู่ในอกเสมอ


     เคยจินตนาการถึงวันที่โลกไม่มีมนุษย์อยู่บ้างไหม วันที่ท้องฟ้าเป็นของนกและสัตว์มีปีกทั้งหลาย วันที่ทะเลและสายน้ำเต็มเปี่ยมไปด้วย ปลาและสิ่งมีชีวิตที่อาศัยน้ำอยู่ วันที่ผืนดินเต็มไปด้วยสัตว์ใหญ่น้อยที่เดินขวักไขว่ไปมา ฟ้าเป็นสีฟ้าสดใส ทะเลและเกลียวคลื่นงดงาม ไร้เศษขยะซุกซ่อนอยู่ตามซอกหลืบ หรือลอยคว้งอยู่กลางทะเล วันที่แสงแดดสาดส่องมายังผืนป่าและหาดทรายโดยไร้ตึกสูงมาเป็นฉากหลัง วันที่ภูเขามีแต่หมอกสวยทอดเป็นทางยาวโดยไร้รีสอร์ทหรูต่างๆมาบัง

     มนุษย์กำลังทำลายอนาคตมนุษย์ด้วยกันเองอย่างช้าๆ ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว แม้จะมีมนุษย์บางส่วนเผ้ารักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสิ่งมีชีวิตต่างๆไว้ด้วยความหวงแหน แต่นั่นก็เหมือนจะเพียงทำได้แค่ประคองไว้ชั่วคราว วันใดที่เขาเหล่านั้นหมดแรงลงไป ไม่ว่าจะแรงกาย แรงใจ หรือแรงเงิน จะมีใครเข้าไปพยุงรักษาเขาเหล่านั้นไว้บ้าง จะมีก็แต่กระแสสังคมที่พัดโหมกระพือในสื่อโซเชี่ยลเป็นบางครั้ง ให้เขาเหล่านั้นพอมีกำลังกาย กำลังใจ และกำลังเงินอยู่บ้าง แต่ก็คงได้ไม่นาน



     แล้วหากไม่มีมนุษย์ล่ะ โลกนี้จะเป็นอย่างไร แน่นอนว่าโลกจะสวยงามกว่านี้มากมายนัก เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายคงมีอยู่ทุกทั่วหัวระแหง ไม่ว่าบนฟ้า ในน้ำ ในดิน บนผืนดิน บนต้นไม้  แม้ว่าในความเป็นจริงแล้วธรรมชาตินั้นแสนจะโหดร้าย ธรรมชาติแท้จริงนั้นเต็มไปด้วยการกิน และ ถูกกิน อย่างมากมายเหลือคณานับ การฆ่าและการถูกฆ่าเกิดขึ้นทุกที่ ทุกเวลา แต่นั่นก็เป็นวัฎจักรของระบบนิเวศ ที่จะประคองให้ปริมาณของเหล่าสรรพสัตว์มีความเหมาะสม ไม่ให้มากหรือน้อยจนเกินไป แตกต่างจากความโหดร้ายของมนุษย์ที่มอบให้กับธรรมชาติ ความรุนแรงอันไม่มีจำกัด การฆ่าและล่าที่ไร้เหตุผลของการจำเป็นเพื่อหาอาหาร

     และวันหนึ่ง เมื่อสมดุลย์แห่งธรรมชาติได้มาถึงจุดแตกหักจนไม่มีสิ่งใดสามารถประคองไว้ได้อีกแล้ว วันนั้นมนุษย์เองจะได้รับการลงทัณฑ์จากธรรมชาติอย่างหนักหน่วงและรุนแรงไม่น้อยไปกว่าสิ่งที่มนุษย์ได้มอบให้กับธรรมชาติ เมื่อมนุษย์สามารถทำลายล้างธรรมชาติจนถึงขีดสุดได้ แน่นอนว่าธรรมชาติเองก็สามารถทำลายล้างมนุษย์ได้เช่นกัน และทำได้รุนแรงกว่าอย่างมากมายด้วย และมันก็จะถึงเวลาที่โลกใบนี้ได้เยียวยาตัวเองอีกครั้ง โดยไร้ซึ่งมนุษย์



     หากพระเจ้ามีจริง พระองค์จะสงสัยไหมว่า พระองค์ได้ทำผิดพลาดอย่างมหันต์ในการสร้างมนุษย์ขึ้นมาเพื่อให้ทำลายสิ่งที่พระองค์ได้สร้างไว้ก่อนอย่างดีแล้ว หรือนี่คือการทดลองของพระเจ้าที่จะดูว่ามนุษย์จะทำอย่างไร หากเป็นเช่นนั้น วันนี้พระองค์คงได้คำตอบแล่้ว

     แม้เส้นทางสุดท้ายของสิ่งมีชีวิตทั้งปวงนั่นคือความตาย ความเสื่อมสลายไปในที่สุด แต่นั่นไม่ได้ทำให้มนุษย์ส่วนใหญ่ได้สำนึกว่าตนเองนั้นจะดำรงอยู่เพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น หลายๆคนกระทำราวกับว่าตนนั้นจะอยู่ไปชั่วกัลปาวสาน ทั้งที่จริงอย่างมาก็ร้อยกว่าปีเท่านั้นในการดำรงอยู่ แต่ในวันนี้ ใครจะรับรองได้ว่าความอดทนของโลกและธรรมชาติจะสิ้นสุดลงเมื่อใด เมื่อมนุษย์ไม่ได้รักและหวงแหนธรรมชาติ แล้วจะมีเหตุผลใดให้ธรรมชาติรักษาและหวงแหนมนุษย์กันเล่า

     บทความนี้พิมพ์ขึ้นมาจากความรู้และความรู้สึกส่วนตัวเท่านั้น ไม่ได้อิงหลักใดๆทั้งสิ้น ไม่สามารถนำไปใช้พื่อการอ้างอิงทางวิชาการ แต่ก็ยังสงวนลิขสิทธิ์ มิอนุญาตให้ผู้ใดนำส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดของบทความไปใช้เพื่อหาผลประโยชน์ เว้นแต่ได้รับอนุญาตหรือนำไปใช้เพื่อการศึกษาโดยไม่มีผลประโยชน์ใดๆตอบแทน

     ขอบคุณทุกท่านที่สละเวลามาอ่านบทความของผม
     ด้วยความเคารพจาก Teddy และ  Zad Channel
 

วันพุธที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ฟ้าผ่าเพราะใช้โทรศัพท์มือถือจริงไหม

     หลายๆครั้งที่เราได้รับรู้ว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือแม้แต่เสียชีวิตจากการโดนฟ้าผ่า ทั้งขณะอยู่ในที่โล่ง หรือแม้กระทั่งอยู่ในที่ร่มเช่นกระท่อมปลายนา หรือ ใต้ต้นไม้ก็ตาม


      หลายๆคนยังคงค้างคาใจว่าสาเหตุที่คนเหล่านั้นโดนฟ้าผ่า เพราะว่ามีโทรศัพท์มือถือ หรือว่าใช้โทรศัพท์มือถืออยู่ใช่ไหม
     คำตอบในวันนี้ก็มีทั้งใช่ และ ไม่ใช่   คนที่ตอบว่าใช่ ให้เหตุผลว่าโทรศัพท์มือถือนั้นเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีส่วนประกอบของโลหะและปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาได้ ซึ่งเป็นตัวล่อให้ฟ้าผ่าลงมาได้เป็นอย่างดี
     ส่วนคนที่ตอบว่าไม่ใช่ ให้เหตุผลว่า หลักการเกิดฟ้าผ่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการใช้โทรศัพท์มือถือ เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว เหล่าฝูงปศุสัตว์ แพะ แกะ วัว ควาย คงไม่ถูกฟ้าผ่ากันแน่ๆ และเราก็ได้ยินว่ามีเหตุการณ์ฟ้าผ่าฝูงสัตว์อยู่บ่อยๆใช่ไหม คงไม่มีใครคิดว่าเจ้าแพะตัวนั้นแอบใช้โทรศัพท์ตอนเกิดพายุฝนฟ้าคะนองนะ


     เอาละ เราลองมาดูหลักการคร่าวๆของการโดนฟ้าผ่ากันดีกว่า เมื่อประจุไฟฟ้าในอากาศต้องการจะลงมายังพื้นดิน เจ้ากระแสไฟฟ้านั้นก็จะมองหาสิ่งที่อยู่ใกล้กับตัวเองมากที่สุด เพื่อจะลงมายังพื้นดินได้ง่ายที่สุด เช่น ตึกสูง เสาไฟฟ้าสูงๆ ต้นไม้สูง เพราะสิ่งเหล่านั้นอยู่ใกล้กับฟ้ามากกว่าคนที่อยู่บนพื้นดิน ทำให้อาคารเหล่านั้นต้องมีสายล่อฟ้าเพื่อให้กระแสไฟจากฟ้าผ่าไหลมาตามสายไฟเพื่อสู่พื้นดินได้โดยไม่เป็นอันตรายกับตัวอาคารนั่นเอง
     แต่มนุษย์ไม่ได้มีสายล่อฟ้าติดตัว แม้ว่าบางคนจะชอบทำตัวเป็นสายล่อฟ้าก็ตาม เมื่อคนยืนอยู่บนที่โล่งหรือนั่งอยู่ในกระท่อมปลายนาที่ไม่มีต้นไม้สูงอยู่ใกล้ ขณะมีฟ้าผ่า แม้จะไม่มีโลหะวัตถุหรือโทรศัพท์มือถืออยู่เลย โอกาสที่ฟ้าจะเลือกผ่าคนๆนั้นก็เป็นไปได้สูง จากหลักการที่กระแสไฟฟ้าเลือกทางที่ใกล้ที่สุดเพื่อลงสู่พื้นดินนั่นเอง


      อ้าว..แล้วทีนี้จะเชื่อใครดีล่ะได้ ผมตอบได้เลยว่า ขณะที่มีพายุฝนฟ้่าคะนองอยู่ใกล้ๆตัวคุณ ถ้าเลือกได้ไม่ควรใช้โทรศัพท์มือถือครับ ปิดไปได้เลยยิ่งดี และ อย่าอยู่นอกตัวอาคาร หรือใต้ต้นไม้ใหญ่ หรือหากจำเป็น ต้องอยู่ในที่โล่งให้พยายามสังเกตุว่าสภาพอากาศรอบๆตัวของคุณเปลี่ยนแปลงไปมากไหม หากเกิดอาการขนลุกทั้งตัว และรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าอยู่รอบๆตัว ให้รีบนั่งคุกเข่าลงแบบข้างเดียว แล้วทำตัวให้เล็กที่สุด เก็บแขน เข่าชิด เพื่อลดโอกาสการโดนฟ้าผ่า เพราะกระแสไฟฟ้าอาจเลือกทางอื่นที่เร็วกว่าคุณได้ ผมหวังว่าจะเป็นแบบนั้นนะ

     ไม่ว่าจะอย่างไร การป้องกันไว้ก่อนย่อมดีกว่าเสมอ จริงไหมครับ หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์กับผู้อ่านบ้างไม่มากก็น้อย  เราจะพยายามหาเรื่องที่มีประโยชน์มาเล่าสู่กันฟ้งบ่อยๆครับ
     บทความทั้งเป็นเป็นลิขสิทธิ์ของ Zad Channel ไม่อนุญาตให้นำส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต เว้นแต่นำไปเพื่อใช้ในด้านการศึกษาโดยไม่มีผลประโยชน์ใดๆ
    
    

5 วิธีใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องมือหาเงิน

     สภาพเศรษฐกิจแบบนี้ หากประคองตัวให้ครบจบเดือนได้โดยไม่เดือดร้อนในทุกๆเดือน สำหรับบางคนถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว แต่หากว่ามีเงินเหลือได้ยิ่งประสบความสำเร็จ 2 เท่า แล้วทีนี้จะทำอย่างไรดีให้เงินพอใช้ หรือ เหลือใช้ นอกจากคำว่าประหยัดอดออมแล้ว การหารายได้เสริมนับว่าเป็นทางออกที่ดีอีกทางหนึ่งเลยทีเดียว



     สำหรับหลายๆคน คำว่าเงินลงทุนเป็นคำเล็กๆที่เจ็บปวดใจไม่น้อย มีไอเดียแต่ไม่มีทุน มีแหล่งซื้อของราคาถูกแต่ไม่มีทุน  มีสถานที่แต่ไม่มีทุน หรือบางทีก็ไม่มีสักอย่าง จริงไหมครับ แต่คราวนี้ผมอยากบอกว่าสิ่งที่มีค่าที่สุดที่คุณจะนำมาเป็นสะพานหาเงินได้ นั่นคือโทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟนที่เรามีอยู่ในมือนี่เอง

     วิธีการก็มีสารพัดวิธีที่จะหาเงินได้ ไม่นับรวมการโทรไปขอเงินทางบ้าน หรือหยิบยืมเพื่อนฝูงนะครับ อันนั้นไม่นับ วิธียอดนิยมที่จะมาแนะนำในวันนี้มีทั้งหมด 5 วิธีครับ 

     1. ไลฟ์สด ขายของเหลือใช้ในบ้าน

     วิธีนี้กำลังเป็นที่นิยมของแม่ค้าออนไลน์กันเลยทีเดียว นอกจากการได้คุย สอบถาม กับลูกค้าแบบสดๆแล้ว ยังประหยัด และเสียเวลาน้อยมาก สามารถทำได้ในเฟสบุคส่วนตัวหรือจะเข้าไปในกลุ่มขายของออนไลน์ก็ยังได้ ต้นทุนไม่นับรวมค่าอินเตอร์เนทและโทรศัพท์มือถือเท่ากับ 0 บาท ไม่ต้องไปตบตีแย่งชิงพื้นที่ขายของในตลาดนัด แต่สามารถขายได้เร็วกว่า แถมโอนก่อนส่งทีหลังอีกด้วย  ยิ่งถ้าใครมีหน้าตาเป็นอาวุธ รับรองไปโลดแน่นอนครับ






     2. ขายของใน Ebay 

     เวปไซด์ขายของในเวปไซด์ระดับโลกแบบนีี้ เชื่อไหมว่าเราเองก็สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์นี้ได้ เพียงแค่โหลดแอพพลิเคชั่นชื่อว่า Ebay มาไว้ในโทรศัพท์มือถือ ทำการสมัครแล้วทดลองซื้อสินค้าราคาถูกๆมาสัก 5 ชิ้น(นโยบายเปลี่ยนไปเรื่อยๆครับ) พวกสแตมป์ หรือ ตุ้มหูอะไรก็ได้ โดยการใช้บัตรเครดิต หรือ บัตรเดบิต ทำการซื้อของ เพื่อเป็นการพิสูจน์ตัวตนของเราจริงๆ แล้วหลังจากนั้นก็สามารถโพสขายสินค้าได้ ซึ่งรายละเอียดตรงนี้ค่อนข้างมาก แต่ก็ไม่ได้ยากจนเกินไปที่จะเรียนรู้ แต่สิ่งสำคัญ ภาษาอังกฤษต้องพอใช้ได้ครับ ่

     3. ใช้ Line@ 

     นอกเหนือจาก Line Application ที่เราใช้ในการติดต่อสื่อสาร ส่งรูปสวัสดีกันในทุกๆวันแล้ว ยังมีอีกแอพพลิเคชั่นหนึ่ง เรียกว่า Line@ (อ่านว่า ไลน์แอด) ที่มีไว้เพื่อสร้างธุรกิจโดยเฉพาะ โดยมีรูปแบบการทำงานที่แตกต่างจาก Line ธรรมดาตรงที่สามารถส่งข้อความ เช่นโปรโมชั่นพิเศษเพียง 1 ครั้ง แล้วสมาชิกทุกคนที่อยู่ในกลุ่ม Line@ ของเราจะได้รับพร้อมกันทันที นั่นหมายความว่า หากคุณมีสินค้าอยู่ 10 ชิ้น แล้วมีสมาชิกในกลุ่มอยู่ 500 คน คิดดูสิครับว่าสินค้าของคุณจะขายได้หมดรวดเร็วแค่ไหน


    
   

4. สร้างคลิปวีดีโอลง Youtube

     โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนทุกเครื่องสามารถถ่ายรูปและถ่ายวีีดีโอได้แน่นอน  แล้วเชื่อไหมว่าคลิปวีดีโอต่างๆที่คุณดูอยู่บน Youtube ล้วนมีรายได้เข้ามาจากโฆษณา หรือ อย่างน้อยคุณก็ได้นำเสนอสินค้าของคุณให้กับผู้ชมมากมายที่เข้ามาดูคลิปวีดีโอของคุณ ณ.วันนี้มีเวปไซด์หรือ บล็อคมากมายที่สอนให้คุณสร้างวีดีโอคลิป และ วิธ๊การนำเข้าสู่ระบบ

5. ถ่ายรูปขาย

    ใครจะเคยคิดบ้างว่ารูปที่เราถ่ายเล่นๆกันนั้น วันหนึ่งอาจกลายเป็นทรัพย์สินที่สร้างรายได้ให้กับเราไม่รู้จบได้ มีเวปไซด์มากมาย รวมถึงแอพพลิเคชั่นที่คุณสามารถดาวน์โหลดมาไว้ในโทรศัพท์มือถือ แล้วนำรูปที่คุณถ่ายไว้พร้อมตกแต่งให้สวยงาม อัปโหลดเข้าไปในระบบเพือรอให้ผู้ซื้อมาค้นหารูปที่เขาชอบ และสามารถนำไปใช้ต่อได้ โดยรูปนั้นๆจะสามารถขายซ้ำๆได้ไม่รู้จบสิ้น และ นำไปขายที่อื่นๆต่อได้อีก แต่ละรูปมีราคาตั้งแต่ 0.5 USD ไปจนถึงหลายร้อย USD ขึ้นอยู่กับคุณภาพ ฝีมือ และ ขนาดของรูปนั้นๆ

     หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ต้องการหารายได้เพิ่มเติมแบบไม่ยากจนเกินไป เพราะหากเราแสวงหาความรู้ ความรู้นั้นย่อมอยู่ไม่ไกล โดยเฉพาะโลกออนไลน์วันนี้ ผมเชื่อว่าแค่คุณเข้ามาอ่านบทความนี้ ก็สำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้วครับ


     บทความทั้งหมเป็นลิขสิทธิ์ของ Zad Channel ไม่อนุญาตให้นำส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดไปใช้ประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น เว้นแต่ได้รับอนุญาต และ เพื่อการศึกษาโดยไม่ได้รับผลประโยชน์ใดตอบแทน

วันอังคารที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

อนาคตของโทรศัพท์ชนิดปุ่มกดจะเป็นอย่างไร

     โทรศัพท์มือถือชนิดปุ่มกดทุกวันนี้ แม้จะไม่ใช่ของหายาก แต่ก็ไม่ค่อยจะเห็นใครได้ใช้ โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มคนวัยทำงานในตัวเมือง ที่ยังพอมองเห็นได้บ้างก็คือกลุ่มคนที่นิยมการใช้แบบง่ายๆอย่างเช่นผู้สูงอายุที่ไม่ได้ใช้อะไรมากมายนักนอกจากการโทรเข้า รับสาย



     ในห้วงประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา โทรศัพท์มือถือชนิดปุ่มกดที่มองเห็นได้บ่อยๆก็จะเป็นยี่ห้อของ True ที่มีขายอยู่ใน 7-11 ทุกสาขา ในราคา 199 บาท (ราคา พศ.2561) พร้อมแถมซิมการ์ดมาด้วย แต่จะใช้ได้เฉพาะเครือข่ายของ True เท่านั้น และที่ยังพอหาได้ก็จะเป็น Samsung Hero ในราคาประมาณ 599 บาท สามารถใช้ได้กับทุกเครือข่าย ไม่นับรวมพวกยี่ห้อแปลกๆที่มีขายอยู่ตามตลาดทัั่วไปอีก

     และกระแสที่กลับมาปลุกความต้องการของตลาดอีกครั้งกับ Nokia  3310 ที่สร้างความฮือฮาให้กับทั้งคนรุ่นใหม่และคนรุ่นกลางเก่ากลางใหม่อย่างผมให้หันกลับมามองเจ้าโทรศัพท์มือถือชนิดปุ่มกดอีกครั้ง หลังจากเบื่อๆกับสมาร์ทโฟนสารพัดประโยชน์ และ สารพัดปัญหามาเนิ่นนาน


   
     ต้องยอมรับเลยว่า Nokia 3310 ตัวใหม่นี้ตอบโจทย์ความต้องการของคนอย่างผมได้จริงๆ ไม่นับรวมว่าสีหวานๆที่หยิบขึ้นมาใช้ทุกคร้้งจะต้องมีคนหันมอง แต่มันหมายถึงการใช้งานที่แสนจะง่ายดาย แบตเตอรี่มหาอึด และความทนทานที่ต้องยอมรับว่ามันทนจริงๆ ชนิดที่ว่าไปไหนไปกัน ไว้ใจได้ในทุกกรณี ยกเว้นตกน้ำ ในบางครั้งมันก็เป็นแค่เครื่องสำรอง แต่บ่อยครั้งที่ไม่อยากรับรู้อะไรมากนักจากสังคมโซเชี่ยล มันคือเครื่องหลักที่จะไม่ยอมให้ห่างตัวเลยทีเดียว

     ดังนั้นหากถามว่าอนาคตของโทรศัพท์มือถือชนิดปุ่มกดนั้น จะหายไปไหม ตอบได้เลยครับว่า จากนี้ไปอีก 10 ปี ไม่มีทางหายไปอย่างแน่นอน เผลอๆจะกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งก็ได้ใครจะรู้ เดี๋ยวนี้กระแสย้อนยุคก็มาแรงอยู่นะ ไม่ว่าจะละครต่างๆ รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ ร้านอาหาร ก็มีมาให้เห็นบ่อยๆ และที่สำคัญ เริ่มมีกลุ่มคนที่เบื่อหน่ายกับกระแสอันเชี่ยวกรากของสังคมโซเชี่ยลขึ้นมาอีกไม่น้อย


     คุณอาจเป็นคนหนึ่งที่เลือกเจ้าโทรศัพท์มือถือชนิดปุุ่มกดมาไว้ในครอบครองอยู่แล้วในขณะนี้ ลองมองหาข้อดีและใช้ประโยชน์จากเจ้าตัวเล็กนี้ให้ดีที่สุดนะครับ ทุกครั้งที่ผมหยิบมาใช้ ผมมักจะนึกถึงนิทานเรื่องราชสีห์กับหนูเป็นประจำ เพราะเจ้าตัวเล็กนี้แหละ ที่ทำให้ผมรอดผ่านสถาณการณ์ฉุกเฉินมาหลายครั้ง


     บทความทังหมดเป็นลิขสิทธิ์ของ Zad Channel ห้ามมิให้นำเอาส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต เว้นแต่นำไปใช้เพื่อการศึกษาโดยไม่ได้หวังผลกำไรหรือผลประโยชน์อื่นใดตอบแทน
ติดต่อเราได้ที่ E-mail  : zadchannel.th@gmail.com

   

   

ความเข้าใจผิดของคนกลุ่มหนึ่งเกี่ยวกับ iPhone และ Samsung

     สำหรับวันนี้จะมาเล่าถึงประสบการณ์อย่างหนึ่งสำหรับคนที่มีความเชื่อบางอย่างซึ่งน่าจะผิดเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือของเขา และน่าเชื่อว่ายังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังมีความรู้สึกแบบนี้ จากการได้พบปะพูดคุยกับเด็กๆ น้องๆ และ พี่ๆจำนวนหลายคนเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือยี่ห้อ Phone และ Samsung



     ความเข้าใจผิดที่ว่านี้ที่จริงควรจะเรียกว่าค่านิยมส่วนตัวจะดีไหม หรือเข้าใจผิดน่ะดีแล้ว เรื่องก็มีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งในการสัมนาเกี่ยวกับการสร้างรายได้แบบ Passive income แปลให้เข้าใจง่ายๆคือ การมีรายได้เข้ามาโดยไม่ต้องออกแรง (เพราะได้ออกไปก่อนหน้านั้นแล้ว ไม่ใช่ว่าไม่ได้ทำอะไรเลย) มีผู้บรรยายท่านหนึ่งซึ่งได้พูดคุุยเรื่องมูลค่าสิ่งของ และความปราถนาของมนุษย์ เขาได้หยิบเอาโทรศัพท์มือถือยี่ห้อ iPhone ของตัวเองออกมา แล้วขอยืมโทรศัพท์มือถือยี่ห้อ Samsung จากผู้เข้ารับฟังมาอีก 1 เครื่อง แล้วชูโทรศัพท์มือถือทั้ง 2 เครื่องขึ้นมาบนเวที ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มและมั่นใจอย่างที่สุด

     เขาได้ถามคนที่อยู่ในห้องนั้นซึ่งมีประะมาณ 300 คนว่า ถ้าเลือกได้ คุณจะเลือกใช้โทรศัพท์มือถือเครื่องไหน ระหว่าง iPhone หรือ Samsung จากนั้นก็มีเสียงกระหึ่มตอบจากผู้เข้าร่วมสัมนา และคำตอบที่เขาได้รับนั้น ทำให้ใบหน้าของเขากลับกลายเป็นขมวดคิ้วแทน รอยยิ้มด้วยความมั่นใจของเขาหายลงไปในทันที เขาหันกลับไปมองโทรศัพท์มือถือในมือของเขาทั้ง 2 เครื่องอีกครั้ง และเหมือนจะเกิดคำถามขึ้นในใจว่าเขาพลาดไปแล้วใช่ไหม


     เพราะเสียงที่ผู้เข้าร่วมสัมมาที่ตอบเขามานั้น ไม่สามารถแยกออกได้เลยว่าฝ่ายไหนเป็นผู้ชนะ ทั้งเสียงที่ตอบว่า Samsung และ iPhone มีเท่าๆกัน นั้นทำให้คำตอบในใจของวิทยากรท่านนั้นที่มีอยู่แล้วด้วยความมั่นใจพังทลายลงทันที

     เขามั่นใจว่าคนทั้งหมด หรืออย่างน้อยก็เกือบทั้งหมดคงตอบเป็นเสียงเดียวกันแน่ว่า iPhone แต่ไม่ใช่ แม้ว่ามันเคยใช่ แต่ไม่ใช่ในวันนี้ และจะไม่ใช่ในอนาคตอย่างแน่นอน

     ในระยะแรกที่มีเกิดมี iPhone ขึ้นมา ต้องยอมรับว่าของเขาแรงจริงๆ ใครๆต่างก็พูดถึงและอยากมีไว้ในครอบครอง เพราะมันคือสิ่งแปลกใหม่ สิ่งน่าสนใจ และใครๆก็อยากรู้จัก จนเมื่อคู่แข่งที่น่ากลัวได้เกิดขึ้น เช่น Samsung และ ค่ายมือถือใหม่ๆจากจีนที่ได้ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาได้อย่างทัดเทียมแต่ราคาย่อมเยากว่า
 
                           iPhone จึงไม่ใช่คำตอบสุดท้ายอีกต่อไปแล้ว

     แม้ว่าผมเองจะมี iPhone ไว้ในครอบครองถึง 2 เครื่อง ไม่รวม iPad และ iPod แต่แน่นอนว่าผมเลือกใช้โทรศัพท์มือถือระบบ Android เป็นเพื่อนคู่ชีิวิตมากกว่า เหตุเพราะการยักย้ายถ่ายโอนข้อมูลต่างๆนั้นทำได้ง่ายกว่า และนั่นคือสิ่งจำเป็นสำหรับผม แต่หากจะต้องทำธุรกรรมเกี่ยวกับการเงินใด หรือ จำเป็นต้องทำการเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆที่ไม่ใช่ของผม แน่นอน ผมเลือก iPhone ทุกครั้ง

    สำหรับวันนี้ ด้วยเทคโนโลยีที่เท่าทันกัน ฟันธงได้เลยว่า โทรศ้ัพท์มือถือแต่ละยี่ห้อล้วนมีดีในตัวเอง เพียงแต่เราเลือกใช้ให้เหมาะสมกับตัวเรา ส่วนที่ว่าบางคนยังมีความคิดว่า iPhone คืือ แบรนด์ชั้นยอดที่ทำให้คุณมั่นใจทุกครั้งที่หยิบมันออกมาใช้ และ ทุกสายตาต้องจับจ้องมายังอุปกรณ์ชั้นดีและมีราคาแพงเช่นนี้ ....คุณคิดถูกแล้วครับ ผมเองก็ชอบมองเวลาเห็นคนใช้โทรศัพท์มือถือ เพราะมันคือความหลงไหลส่วนตัวของผมเองในเรื่องเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือ ผมมีความสุขที่เห็นใบหน้าของพวกคุณขณะถ่ายรูปเซลฟี่  เพราะนั่นคือช่วงเวลาที่มีความสุขของคนๆนั้น เป็นภาพที่ผมเห็นแล้วก็มีความสุข แถมบางทีม่ีภาพน่ารักๆที่ทำให้เห็นแแล้วแอบยิ้มออกมาคนเดียวได้อีก



     แต่มันเกี่ยวอะไรกับหัวข้อเรื่องนี้?   นั่นสินะ เกี่ยวไรวะเนี่ย  เอาละ กลับเข้าเรืื่องกันดีกว่า แม้ว่าหลายๆคน โดยเฉพาะน้องๆเด็กวัยรุ่น จะพูดถึง iPhone กันบ่อยครั้ง แต่ในทางกลับกัน ก็มีคนเลือกใช้ Samsung หรือ โทรศัพท์มือถือในระบบ Android มากกว่า อาจเป็นเพราะว่าราคาที่น่าคบหามากกว่าก็ได้ แล้วในโลกของผู้ใหญ่ล่ะ แน่นอนว่าทางเลือกย่อมมีอิสระมากกว่าจากการหาเงินมาได้ด้วยตัวเอง หลายคนเลือก iPhone แต่หลายคนก็เลือก Samsung หรือแม้แต่โทรศัพท์ค่ายอื่นๆในระบบ Android เช่นกัน ด้วยเทคโนโลยีที่เท่าทันกัน ทำให้โทรศัพท์มือถือทั้ง 2 ระบบล้วนมีข้อเด่นที่อีกฝ่ายกินไม่ลงกันอย่างชัดเจน ส่วนเรื่องอื่นๆเช่น สีสันของจอ แบตเตอรี่ วัสดุที่ใช้ กล้อง ระบบเชื่อมต่อต่างๆ หากมีราคาใกล้เคียงกันแล้ว ความสามารถเหล่านี้แทบไม่ต่างกันเลย

     เพราะฉนั้น วันนี้ หากใครคิดว่าฉันใช้ iPhone คือสิ่งสุดยอด หรือ ใครใช้ Samsung คือสิ่งแย่ นั่นเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องอย่างแน่นอนครับ  ออ. อีกอย่างที่อยากจะบอก Samsung เป็นผู้ผลิตจอให้กับ iPhone นะ ต่อให้คุณใช้iPhone โดยไม่เหลี่ยวแล Samsung คุณก็เหมือนถูกวิญญาณของ Samsung สิงอยู่ในมือถือคุณครับ

     บทความทังหมดเป็นลิขสิทธิ์ของ Zad Channel ห้ามมิให้นำเอาส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต เว้นแต่นำไปใช้เพื่อการศึกษาโดยไม่ได้หวังผลกำไรหรือผลประโยชน์อื่นใดตอบแทน
ติดต่อเราได้ที่ E-mail  : zadchannel.th@gmail.com

วันจันทร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ชาร์จแบตมือถือทิ้งไว้ข้ามคืนดีไหม

     ปัญหาอีกอย่างหนึ่งของการใช้โทรศัพท์มือถือคือการชาร์จแบตเตอรี่ จริงๆนะครับ โดยเฉพาะเวลาที่ลืมชาร์จแบตเตอรี่ไว้แล้วมานึกขึ้นได้ตอนจะไปทำงาน หรือ ไปโรงเรียนนี่มันทำให้เซ็งไปทั้งวันเลยจริงๆ แน่นอนว่าทางเลือกในการแก้ปัญหาสำหรับคนมีพาวเวอร์แบงค์(แบตเตอรี่สำรอง)นั้นง่ายมาก เพียงแค่หยิบไปด้วยแล้วชาร์จระหว่างเดินทาง โทรศัพท์มือถือของเราก็กลับมามีชีวิตชีวาได้เหมือนใหม่ แต่หากไม่มีล่ะ ก็ต้องมองหาทางออกไว้หลายๆทางแล้วละครับ ไม่ว่าจะหาโอกาสชาร์จที่ทำงานหรือโรงเรียน ยืมพาวเวอร์แบงค์ของเพื่อน ปิดมือถือไว้ เผื่อใช้ในยามจำเป็นเท่านั้น หรือในบางยี่ห้อก็มีโหมดประหยัดพลังงานสูงสุด นี่ก็ล้วนเป็นทางออกทั้งสิ้น



     แล้วการชาร์จแบตเตอรี่นี่ก็มีหลายสำนัก หลายตำรามากมายที่คอยแนะนำเราให้งงว่าจริงๆแล้วควรชาร์จแบตเตอรี่ตอนเหลือกี่เปอร์เซนต์ ควรชาร์จให้เต็ม 100% ไหม และอีกหลากหลายคำตอบที่ทำให้เราสับสน ผมเองก็สับสน 5555

     ทางเลือกที่ดีสำหรับผมคือการชาร์จแบตเตอรี่ไว้ที่โต๊ะปลายเตียงตอนกลางคืนทั้งคืน แล้วถอดออกตอนตื่น แต่ก่อนที่จะชาร์จนั้น ผมจะพยายามทำให้แบตเตอรี่เหลือน้อยที่สุดเท่าที่ทำได้ แล้วพอจะหลับก็เสียบชาร์จไว้เลย

     หลายตำราบอกว่าไม่ดี เพราะจะทำให้แบตเตอรี่ของโทรศัพท์มือถือนั้นเสื่อมเร็ว บ้างก็ว่าอันตรายจนอาจเกิดการไหม้หรือระเบิดของแบตเตอรี่ได้ เอาละสิ เราควรจะหวาดกลัวเรื่องนี้ดีไหม แต่ผมไม่กลัวนะ บ้านผมติดอุปกรณ์กันไฟช๊อตไว้


     และจากการใช้งาน iPhone 6 และ iPhone 6 plus  iPad Mini 1 และ Samsung J7 2015 มาอย่างยาวนาน โดยปฏิบัติเช่นนี้มาเสมอ ยังไม่รวม Oppo F5 ที่เพิ่งได้มาไม่นาน ยังไม่เคยพบว่าเจ้าแบตเตอรี่ของโทรศัพท์มือถือ 3 เครื่องนี้จะมีอาการงอแงให้เห็นเลยสักครั้ง หรือผมแค่โชคดี


     ทีนี้เราลองมาดูเจ้าแบตเตอรี่นี่กันดีกว่า แบตเตอรี่ของโทรศัพท์มือถือในทุกวันนี้จะใช้ชนิด ลิเธียม ไออน ที่มีค่าการวัดอายุที่เรียกว่า "รอบการชาร์จ" ที่เราจะมาเล่าให้ฟังในภายหลังอีกทีครับ ซึ่งเจ้าแบตเตอรี่ชนิดนี้สามารถที่จะรองรับการชาร์จโดยไม่จำเป็นต้องรอให้พลังงานไฟฟ้าของแบตเตอรี่หมดเสียก่อนก็ทำการชาร์จได้เลย และเมื่อชาร์จเต็มแล้วระบบของโทรศัพท์มือถือจะยังคงส่งไฟเลี้ยงเจ้าแบตเตอรี่นี้ไว้ให้เต็ม 100% อยู่จนกว่าเราจะถอดออกนั่นเอง




     แล้วมันดีไหมวิธีนี้  หลายๆคนแนะนำว่าไม่ควรครับ แต่ผมมันพวกหัวดื้อ ถ้าอยากให้ผมเชื่อว่าวิธีนี้มันไม่ดี ต้องมีหลักฐานมายืนยันว่ามันไม่ดี มันเกิดปัญหาใดก็ตามที่ผมควรจะเชื่อ แต่ที่ผ่านมายังเคยได้ยินแค่ "เขาบอกว่า"  ถ้าหลักฐานมีแค่นี้ผมขอเลือกเชื่อประสบการณ์ตรงของผมแทน อย่างน้อย ตอนเช้าๆ ผมก็ไม่ต้องกังวลอีกว่าจะลืมชาร์จแบตโทรศัพท์มือถือไว้ไหม

 (อ่านข้อมูลของแบตเตอรี่ชนิดนี้แบบเข้าใจง่ายที่สุดใน 3 โลก จากเวปไซด์ของ Apple ตรงนี้  https://www.apple.com/th/batteries/why-lithium-ion/ )



     ข้อมูลทั้งหมดนี้ล้วนมาจากประสบการณ์โดยตรงของผมเอง อาจมีผิดบ้าง ถูกบ้างก็ช่วยแนะนำผมด้วยนะครับ คอมเมนต์ด้านล่างบอกได้เลย ยินดีรับฟังและขอบพระคุณทุกๆท่านครับ

ข้อมูลทั้งหมดสงวนลิขสิทธิ์โดย Zad Channel ไม่อนุญาตให้นำส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดของบทความไป ใช้ ทำซ้ำ หรือกระทำอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจาก Zad Channel เท่านั้น เว้นแต่การนำไปใช้เผื่อประโยชน์ทางการศึกษา โดยไม่ได้ร้ับผลประโยชน์ใดๆตอบแทน
 
 
   

โทรศัพท์มือถือราคาต่ำกว่า 10,000 จะดีพอไหม

     โทรศัพท์มือถือไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อไหน ล้วนหาข้อมูลทำการตลาดมาก่อนที่จะผลิตโทรศัพท์มือถือมาสัก 1 รุ่น พยายามเก็บข้อมูลให้มากที่สุด เพื่อจะผลิตโทรศัพท์ออกมาให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายได้มากที่สุด ในงบประมาณต่างๆก้ัน


   
     แต่มาถึงคำถามยอดฮิตว่า โทรศัพท์มือถือที่มีราคาและคุณภาพเหมาะสมที่สุดสำหรับการใช้งานทั่วไป คือสเปคขนาดไหน ราคาเท่าไร  เท่าที่ผมเคยสอบถามกับน้องๆพนักงานขายโทรศัพท์มือถือหลายยี่ห้อ ไม่ว่าจะเป็น Samsung Oppo Vivo Hauwei และอีกหลายยี่ห้อ ไม่รวม iPhone พบว่า โทรศัพท์มือถือราคาประมาณ 10,000 หรือ ต่ำกว่าเล็กน้อย จะเป็นตัวเลือกที่มีคนถามหามากที่สุด แม้ว่าตอนจบผู้ซื้อจะซื้อตัวที่เล็กลงกว่าก็ตาม แต่บางครั้งผู้ซื้อเจตนามาซื้อตัวเล็กกว่า เช่น จะมาดู Samsung  J2 Prime แต่พอได้เห็นข้อมูลที่แตกต่างก็อาจจบลงที่ Samsung J7 Pro บ่อยๆ  นั่นแสดงว่าความสนใจส่วนใหญ่ของผู้ใช้มักจะอยู่ที่โทรศัพท์มือถือในระดับราคากลางๆ


          สเปคที่เหมาะสมในทุกวันนี้ ต้องขอบอกเลยว่าในฝั่ง Android นั้น Ram ไม่ควรจะต่ำกว่า 2 GB  ส่วน Rom นั้น ขอขั้นต่ำที่ 16 GB จะลดปัญหาการใช้งาน และ การเก็บข้อมูลไปได้มากทีเดียว และ ตัวที่มีสเปคแบบนี้มักจะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 8,000 - 10,000 บาท  อันเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานในระดับกลางๆ ไม่ได้โลดโผนมากนัก ไม่ได้เอาไปขึ้นดอย ดำน้ำ ก็สบายๆ  ส่วนเรื่องกล้องถ่ายรูปนั้น บอกเลยว่ามือถือจีน เช่น Oppo หรือ Vivo ในระดับราคานี้ ไม่ได้น้อยหน้ากว่ามือถือเรือธงระดับราคาหลายหมื่นบาทเลย



     สิ่งสำคัญอีกอย่างสำหรับโทรศัพท์มือถือในระดับราคานี้ คือ การซื้อแบบผ่อนชำระ จะไม่เป็นภาระที่มากเกินไปสำหรับผู้มีรายได้จำกัด ผมเองเป็นคนหนึ่งที่บางครั้งเลือกที่จะผ่อนโทรศัพท์มือถือบางรุ่น เหตุเพราะพิจารณาแล้วว่ายอดรายเดือนกับดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายนั้นอยู่ในจุดที่รับได้ ไม่ต้องจ่ายเงินก้อนเดียว
   
     เพราะฉนั้น จากประสบการณ์โดยตรงของผม บวกกับการสอบถามน้องๆ PC โทรศัพท์มือถือหลายๆค่าย ต้องยอมรับว่า โทรศัพท์มือถือในราคาไม่เกิน 10,000 บาท สามารถตอบโจทย์หลายๆอย่างของผู้ซื้อได้อย่างดีทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการดูหนัง ฟังเพลง โซเชี่ยล ถ่ายรูป หรือแม้แต่เอามาเป็นอุปกรณ์หาเงินเช่นไลฟ์สดขายของ ถ่ายรูปสินค้าขาย ก็ทำได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ สำหรับคนที่ต้องการมากกว่าแค่การเป็นโทรศัพท์มือถือก็ยังมีทางเลือกที่หลากหลาย ทั้คุณภาพและราคาให้เลือกนำไปใช้ได้ตามอัธยาศัย

     ข้อมูลทั้งหมดล้วนมาจากประสบการณ์ของผมโดยตรง อาจจะมีผิดพลาดหรือไม่ตรงใจบ้างก็ต้องขออภัยไว้ด้วยครับ แต่หากคิดว่ามีประโยชน์และน่าสนใจโปรดมาอ่านบทความของเราบ่อยจะขอบคุณมากครับ
     เนื้อหาทังหมดสงวนลิขสิทธิ์ โดย Zad Channal ไม่อนุญาตให้คัดลอก เนื้อหาทั้งหมดหรือส่วนใดส่วนหนึ่งไปเพื่อหาประโยชน์ เว้นแต่เป็นกิจกรรมสาธารณะ การสอน ที่ไม่ได้หวังรายได้หรือผลกำไร

   

วันอาทิตย์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

5 เหตุผลหลักๆ ที่คนเลือกใช้ Android

     ณ.วันนี้คงจะมีน้อยคนนักที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือไว้ในครอบครอง แถมบางคนมีมากกว่า 1 เครื่องด้วย เพราะวันนี้โทรศัพท์มือถือ ไม่ได้เป็นเพียงแค่โทรศัพท์อีกต่อไป มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนเรา ไม่ว่าจะเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว หรือแม้แต่บางคนยังใชัเป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพด้วยซ้ำ


     และเพราะเหตุนี้จึงเกิดคำถามในทุกๆวันว่าจะเลือกใช้โทรศัพท์มือถือยี่ห้อไหน รุ่นไหนดี คุณสมบัติ ข้อดี ข้อเสีย ของแต่ละรุ่นเป็นอย่างไร เชื่อว่าคำถามเหล่านี้จะกลายเป็นคำถามที่มีความเป็นอมตะนิรันดร์กาลต่อไปอีกนานหลายสิบปี หรืออาจจะถึงร้อยปีเลยก็ได้ สำหรับผมเองตอบได้เลยว่า ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ ล้วนมีข้อดีข้อเสียในตัวเองทั้่งสิ้น เราเแค่เลือกสิ่งที่เหมาะที่สุดสำหรับเราและยอมรับมันให้ได้ หากหลายอย่างไม่เป็นไปอย่างที่เราปราถนาไว้

 
   
     ในเมื่อโทรศัพท์ชนิดสมาร์ทโฟนในโลกนี้ ยังนับค่ายหลักๆได้เพียงแค่ 2 ค่าย คือ IOS ของแอปเปิ้ล และ Android ของ Google  ดังเป็นที่รู้กันอยู่ว่าค่ายของ IOS นั้นอยู่ในระบบปิด ไม่ว่าจะทำอะไรก็เน้นความปลอดภัยไว้ก่อนเสมอ แตกต่างกับทางฝั่ง Android ที่เปิดกว้างมาก ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนา ต่อยอดระบบได้อย่างค่อนข้างอิสระ ทำให้การเลือกใช้โทรศัพท์มือถือในระบบ Android นั้นมีความหลากหลายมากกว่า

     ทีนี้เราเข้าสู่เนื้อหาตามหัวข้อว่าทำไมคนถึงเลือกใช้โทรศัพท์มือถือในระบบ Android  ส่วนตัวของผมแล้วจากประสบการณ์ที่ได้ใช้โทรศัพท์มือถือมาหลากหลาย ตอบได้ชัดเลยดังนี้

     1. ราคาเริ่มต้นถูกกว่า

        เรื่องนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยใช่ไหมครับ มีตั้งแต่ราคาหลักร้อยไปจนถึงหลายหมื่น            กันเลยทีเดียว

     2. ความยืดหยุ่นในการนำเข้าและส่งออกข้อมูลสูงกว่า 

        เพราะสำหรับบางคน เช่นผม โทรศัพท์มือถือต้องทำได้มากกว่าหน่วยจัดเก็บข้อมูล มันต้องสามารถ          รับ และ ส่งออกไฟล์ข้อมูลทั้งรูป วีดีโอ เสียง และ ไฟล์ทุกอย่างได้อย่างอิสระ ในขณะที่ IOS ทำไม่         ได้ นั้นเป็นคำตอบที่ผมใช้แต่ Android เป็นหลัก

     3. ทางเลือกที่มากกว่า 

        หลายคนชอบการมีทางเลือก จริงไหมครับ เลือกที่จะได้กล้องแบบนี้ วัสดุแบบนั้น แบตเตอรี่ขนาด            นี้ สีสัน ค่ายจีน ค่ายเกาหลี ค่ายพม่า อันนี้มีไหมไม่รู้นะ อุปกรณ์เสริมต่างๆ ตามงบประมาณและ                ความชอบของแต่ละคน เรื่องนี้ตัด IOS ไปได้อีกข้อเลย เพราะทางเลือกของคุณจะน้อยมาก



     4. ราคามือสองถูกกว่า

        ต้องยอมรับว่าฝั่งค่าย Apple นั้น ราคามือสองดีกว่ามากจริงๆ ถ้านับว่าซื้อมาราคาเท่ากันในเวลา              เดียวกันแล้ว ตลาดไทยยอมให้ Apple ทำราคาดีกว่าอย่างชัดเจน สำหรับคนที่รอสอยมือถือมือสอง          ฝั่ง Android นั้น ก็จะพอรู้ราคาคร่าวๆของมือสองหลังจากมีการเปิดตัวไปสักพักหนึ่งในใจแล้ว                 แน่นอน

      5. ศูนย์บริการ และ ตัวแทนจำหน่ายที่มีมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด 

         การบริการหลังการขายและความง่ายต่อการเข้าถึงของโทรศัพท์มือถือระบบ Android ไม่ว่าจะเป็น          Samsung Oppo Vivo หรือค่ายจีนต่างๆอีกมากมาย มีให้เห็นทั่วไปตามข้างทาง ร้านเล็กร้านใหญ่              ล้วนมีโทรศัพท์พวกนี้ขายทั้งสิ้น หรือหากไม่มีก็สามารถหาให้ได้โดยง่าย ในขณะที่ฝั่ง IOS ไม่ว่า           จะเป็น iPhone iPad หรือที่หาได้ยากยิ่งเช่น  iPod ก็ต้องหาศูนย์ หรือตัวแทนจำหน่ายที่มีอยู่อย่าง             จำกัด แต่เดี๋ยวก่อน ถึงแม้ศูนย์บริการหรือตัวแทนจำหน่ายของฝั่ง Android จะมีมากกว่า แต่ไม่ได้             หมายความว่าการบริการหลังการขายจะดีเท่ากัน จะเรียกว่าแตกต่างราวฟ้ากับเหวเลยก็ยังได้ หาก           ใครเคยใช้บริการศูนย์ต่างๆในฝั่ง Android และได้ลองใช้บริการจากศูนย์บริการฝั่ง Apple ไม่เชื่อก็            ลองดู หาก iPhone มีปัญหา คุณสามารถโทรปรึกษาพนักงานที่ประเทศสิงคโปร์ ได้โดยไม่ต้องเสีย          เงินแม้แต่บาทเดียว และ ทุกสายจะได้รับการตอบรับอย่ารวดเร็วและเป็นมิตรที่สุด ผมเคยมาแล้ว

     เป็นอย่างไรบ้างครั้ง หลังจากอ่านทั้ง 5 ข้อมาแล้ว คุณอย่างเสริม หรืออย่างให้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมกับผมบ้างไหมครับ ทั้งหมดล้วนมาจากประสบการณ์และความรู้สึกของผมล้วนๆ ซึ่งอาจจะตรงใจหรือไม่ตรงใจกันบ้างก็ยินดีน้อมรับคำชี้แนะครับ
 
     แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้ากับ Zad Channel ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

Oppo F5 กับความแรงที่ยังไม่หยุด

     Oppo F5 วันนี้ต้องยอมรับจริงๆว่าได้รับการพูดถึงมาก แม้จะเปิดตัวมาได้สักพักหนึ่ง และราคาก็ลดลงแล้ว จาก 9,990 บาท เหลือ 8,990 บาท แต่ด้วยระบบกล้องถ่ายรูปที่มีประสิทธิภาพเป็นที่พอใจอย่างมากกับคนที่ชอบเซลฟี่ ทำให้เป็นจุดเด่นจุดขายของเจ้า Oppo F5 อย่างมากเลยทีเดียว ประกอบกับจอที่จะเรียกว่าใหญ่ก็ไม่ได้ ต้องเรียกว่า ยาว ถึงจะถูกต้องกว่า เพราะโทรศัพท์มือถือแบบเดิม มักจะมีความยาวของจออยู่ที่ 16:9 แต่เจ้า F5 นี้ทำมาในขนาด 18:9 ทำให้เมื่อวัดในแนวแทยงแล้วกลายเป็นหน้าจอขนาด 6 นิ้วไป



     แม้จุดเด่นที่แตกต่างจากรค่ายอื่นยังไม่ได้ปรากฎชัดมากนัก แต่ด้วยแรงโหมโฆษณาและการบอกต่อ รวมทั้งราคาที่ไม่เกิน 10,000 บาท ก็ทำให้ Oppo F5 ยังเป็นที่ยอมรับของผู้ใช้ได้อย่างต่อเนื่อง ไม่แน่ว่าในขณะนี้คุณอาจจะถือเจ้าตัวจี๊ดนี้ไว้ในมืออยู่ก็ได้



วีดีโอแนะนำ Oppo F5


     จากการใช้ของผมเอง ผมยอมรับว่าเจ้าตัวนี้มันมีดีอยู่ในตัวไม่น้อยจริงๆ ไว้ใจได้ในเรื่องของภาพถ่ายและระบบที่ยังไม่เคยปรากฎอาการแฮงค์ให้เห็นเลย มีเพียงรู้สึกหน่วงในบางช่วงเท่านั้น แบตเตอรี่ก็เพียงพอสำหรับใช้ปกติ 1 วัน กลับมาถึงบ้านก็ชาร์จอีกครั้งก่อนจะใช้ดูหนังฟังเพลง แล้วชาร์จอีกครั้งก่อนนอน เช้ามาก็ถอดออก ยังไม่เคยปรากฎอาการงอแงใดๆให้เห็น

  เชื่อว่าเป็นอีก 1 ทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่กำลังมองหาโทรศัพท์มือถือแบบกลางๆ ไว้ใช้งานสักตัว ด้วยคุณภาพที่ไว้ใจได้ แม้จอจะสีซีดไปนิดส์ หากเทียบกับพวก Super Amolate หรือ เครื่องรุ่นๆแพงๆ แต่เชื่อผม ใช้ไปสักพักก็จะชินครับ แล้วมันก็จะสวยของมันเอง

     ชอบใจเนื้อหา หรือวีดีโอของเรา หรือมีสิ่งใดแนะนำก็คอมเมนต์ไว้ได้เลยครับ ส่วนวีดีโออื่นๆ สามารถดูได้ที่ www.youtube.com/c/zadchannel และกดติดตามเราได้ตลอดเวลา

ใช้มือถือถ่ายรูปขายได้ไหม

     ณ.วันนี้ โทรศัพท์มือถือชนิดสมาร์ทโฟนทุกเครื่องสามารถถ่ายรูปได้หมดแล้ว ส่วนจะคมชัด สวยงามแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของกล้อง ฟีเจอร์ต่างๆ แอพที่ใช้ และฝีมือของเรานั่นเอง ในเมื่อเราทุกคนก็มีกล้องถ่ายรูปติดตัวกันอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว ทำไมเราไม่ลองเปลี่ยนจากการพกไว้เฉยๆ ถ่ายรูปเล่นๆ เป็นการหาเงินอย่างจริงจังด้วยเจ้าโทรศัพท์มือถือกันดีล่ะ


     รูปที่จะนำไปขายได้เป็นแบบไหนนั้น บอกได้เลยว่าเกือบทุกชนิดสามารถนำไปขายได้ แค่เกือบนะครับ ส่วนจะเป็นแบบไหน ประเภทไหนเราสามารถเลือกดูได้จากแคตตาล็อคของคนที่เขาทำขายอยู่ก่อนแล้ว แล้วเราก็จะพบว่า เฮ้ย....แบบนี้ก็ขายได้เหรอ รู้งี้ทำตั้งนานแล้ว


                                                            วีดีโอสอนการขายรูป

     ส่วนทางเลือกในการขายรูปถ่ายนั้นก็มีหลากหลายมากมากันเลย เพียงแค่โหลดแอพพลิเคชั่นมาไว้ในโทรศัพท์มือถือของเรา แล้วทำการลงทะเบียนเท่านั้น วิธีการก็แสนง่ายดาย ลองดูคลิปวีดีโอนี้ให้จบแล้วทำตามก็สามารถเริ่มหาเงินได้ทันที หลังจากเตรียมการทุกอย่างเรียบร้อย เราก็เริ่มจัดการถ่ายรูปกันเลย ส่วนจะถ่ายแบบไหน แนวไหน วิธีการไหน ก็สุดแท้แต่ความต้องการของเราครับ รูปแปลกๆ ก็มีคนชอบไม่ใช่น้อย แต่ละรูปที่เราขายจะมีราคาตั้งแต่ 0.5 USD ไปจนถึงหลายร้อย USD กันเลยทีเดียว

     ชอบใจเนื้อหา หรือวีดีโอของเรา หรือมีสิ่งใดแนะนำก็คอมเมนต์ไว้ได้เลยครับ ส่วนวีดีโออื่นๆ สามารถดูได้ที่ www.youtube.com/c/zadchannel และกดติดตามเราได้ตลอดเวลา

มือถือจอแตก ทำให้ใช้ได้ชั่วคราวด้วยวิธีนี้

     โทรศัพท์มือถือประเภทสมาร์ทโฟน หากเกิดการเสียหายกับหน้าจอ ทั้งการแตก ร้าว หรือแม้แต่ระบบทัชสกรีนไม่ทำงาน แตะตรงไหนก็ไม่ไป  มีทางเดียวคือต้องเปลี่ยนจอใช่ไหม คำตอบคือ ยังไม่ใช่ครับ หากว่าโทรศัพท์มือถือของเรานั้นรองรับระบบ OTG  (On The Go) คือตัวทีทำให้โทรศัพท์มือถือระบบ Android ของเราสามารถใช้ร่วมกับระบบการเชื่อมต่อด้วย USB ได้






                                                          คลิปการแก้ปัญหา

  
   เจ้าระบบที่ว่านี้รองรับการทำงานกับระบบ Android เท่านั้น สำหรับใครที่ใช้ IOS คงต้องรอไปก่อน การแก้ปัญหาก็แสนง่าย เพียงใช้ขั้วต่อ หรือสายต่อแบบ OTG ต่อเข้ากับโทรศัพท์มือถือของเรา จากนั้นก็เปิดการเชื่อมต่อในตัวโทรศัพท์ ซึ่งบางรุ่น บางยี่ห้อก็ใช้ได้เลย บางรุ่นก็ต้องทำการเปิดก่อน เช่น OPPO หรือ VIVO แต่ถ้าเป็นส่วนของ Samsung ก็มักจะใช้ได้ทันที จากนั้นใช้เมาส์ หรือ คีย์บอร์ด ที่มีขั้วเชื่อมต่อแบบ USB เสียบต่อเข้าไป 



  หลังจากเสียบเมาส์เข้าไปแล้ว จะสังเกตุพบว่า ในจอโทรศัพท์มือถือของเราจะมีเครื่องหมายลูกศรเกิดขึ้น จากนั้นโทรศัพท์มือถือของเราก็จะสามารถกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง หากต้องการเลือก หรือ พิมพ์ตัวอักษร ก็เพียงแค่คลิ๊กลงไปตรงจุดที่เราต้องการ แต่หากต้องการเปิดแอพพลิเคชั่น ก็ใช้วิธี ดับเบิลคลิ๊ก คือคลิ๊กติดกันเร็วๆ 2 ครั้ง หากต้องการเลื่อนหน้าจอ ก็ใช้วิธีคลิ๊กค้างไว้แล้วเลื่อนเมาส์ไปทางซ้าย หรือ ขวา ตามต้องการ ด้วยการทำแบบนี้ ทำให้โทรศัพท์มือถือของเรากลับมาใช้งานได้ แต่ก็คงแค่ชั่วคราว เพราะการแตกด้านในของจอจะค่อยๆทวีความเสียหายมากขึ้นไปเรื่อยๆ แต่เราก็สามารถย้ายข้อมูล หรือลบข้อมูลต่างๆของเราไว้ก่อนได้ และก็ยังใช้โทรเข้า ออก หรือ ทำงานต่างๆได้เหมือนปกติได้





  

  เห็นไหมครับว่าง่ายดายเพียงใด แต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขบางอย่าง คือ
      1. โทรศัพท์มือถือต้องรองรับระบบ OTG 
      2. ใช้ได้แต่ระบบ Android เท่านั้น
      3. โทรศัพท์มือถือต้องเปิดติด ทำงานได้
      4. หน้าจอโทรศัพท์มือถือต้องยังพอมองเห็นได้ ถ้าดำสนิทก็ใช้วิธีนี้ไม่ได้

วันพุธที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

รู้ไว้ไม่โดนช่างมือถือหลอกเปลี่ยนจอราคาแพง

     สำหรับเรื่องราวในครั้งนี้เป็นเรื่องของจอโทรศัพท์มือถือครับ มีบางครั้งที่ตัวเราเองหรือคนที่เรารู้จักเกิดอุบัติเหตุทำเจ้าโทรศัพท์มือถือแสนรักแสนหวงแสนแพง เสียหายถึงขนาดว่าจอแตกกันเลยทีเดียว ทีนี้วิธีแก้ทำอย่างไรล่ะ แน่นอนครับ ก็ต้องวิ่งหาช่างซ่อมโทรศัพท์มือถือ แล้วก็ยอมควักเงินจ่ายค่าซ่อม ค่าเปลี่ยนอะไหล่กันแพงๆไปเลย เพราะว่ากันว่าส่วนที่แพงที่สุดของโทรศัพท์มือถือก็คือเจ้าจอนี่เอง
 


     แต่เรื่องมันมีอยู่ว่า เราทราบไหมครับว่าจริงแล้วจอโทรศัพท์มือถือของเรามันมีส่วนประกอบหลักๆอะไรบ้าง เอาละ จะเล่าให้ฟังนะครับ จริงๆแล้วเจ้าสิ่งที่เราเรียกว่าจอโทรศัพท์มือถือเนี่ย มันประกอบหลักๆอยู่ 2 ส่วน ไม่รวมฟิล์มกันรอยทั้งแบบฟิล์มและแบบกระจกนะครับ นั่นก็คือ อันดับแรกที่สัมผัสกับนิ้วมือเรา เรียกว่าทัชสกรีน (Touch Screen) ที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณไปยังหน่วยประมวลผลของโทรศัพท์มือถือว่ามีการสัมผัสตรงจุดนี้ แล้วระบบก็ส่งผลการสัมผัสกลับไปยังส่วนที่ 2 นั่นคือ จอ (Display) เพื่อแสดงผลให้เราดูนั่นเอง


     แล้วพอเราต้องการเอาไปซ่อม เพราะเห็นว่าจอแตก แต่ถ้าเรารู้ว่าส่วนประกอบมันมีอยู่ 2 ส่วนแบบนี้ เราก็อาจจะทำการสังเกตุดูก่อนว่า ส่วนที่แตกจริงๆแล้วมันคือตัวทัชสกรีน หรือ จอกันแน่ เพราะในโทรศัพท์หลายๆรุ่น หลายๆยี่ห้อ เช่น Samsung นั้น ส่วนใหญ่มักจะสามารถเปลี่ยนแค่ตัว Touch Screen ได้ หากว่าจอด้านในไม่แตก แต่ก็ยังมีบางรุ่นที่ไม่สามารถแยกจากกันได้ต้องเปลี่ยนยกชุดกันเลยก็มี พอเราดูออก เราก็มาหาความรู้ทีหลังว่ามันเปลี่ยนเฉพาะส่วนที่แตกได้ไหม เพื่อที่ว่าจะได้ไม่ต้องตกเป็นเหยื่อให้กับช่างบางคนที่ใช้ความไม่รู้ของเรา เพื่อหลอกให้เราเสียเงินเพิ่มครับ

      เป็นอย่างไรบ้างครับสำหรับข้อมูลดีๆเหล่านี้  ติดตามชมเรื่องราวดีๆที่ Zad Channel สามารถนำไปใช้ได้จริง ไม่ว่าจะเป็นระบบ IOS หรือ Android  แวะชมคลิปวีดีโอดีๆมีสาระของเราได้ที่ www.youtube.com/c/zadchannel ได้ในทุกๆวันครับ

เปลี่ยนโทรศัพท์มือถือให้กลายเป็นกล้องวงจรปิดได้

     เคยไหมครับที่เวลาต้องไปไหนสักที แล้วรู้สึกห่วงบ้าน หรือห่วงสัมภาระที่เก็บไว้ในที่พัก กลัวคนจะมาขโมย กลัวทรัพย์สินเสียหาย แต่จะให้เฝ้าอยู่ตลอดก็ทำไม่ได้ จะฝากใครดูก็แย่ไปใหญ่ ครั้นจะซื้อกล้องวงจรปิดมาติดไว้ก็แพงเหลือเกิน
 
 วันนี้ Zad Channel มีวิธีง่ายในการที่เราจะใช้เจ้าโทรศัพท์มือถือชนิดสมาร์ทโฟนของเรา ไม่ว่าจะเก่าหรือใหม่ แบตเสื่อมหรือไม่เสื่อมก็ใช้ได้ ขอแค่ให้โหลดแอพพลิเคชั่นมาได้ และเปิดติดก็พอ เสียบสายชาร์จทิ้งไว้ได้ก็พอ



     วิธีการก็แสนง่ายดาย เพียงแค่โหลดเจ้าแอพพลิเคชั่นอย่างในคลิปวีดีโอด้านล่างนี้แล้วก็ทำตามง่ายๆก็สามารถใช้ได้แล้ว ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนก็สามารถมองเห็นบ้านเรา ทรัพย์สินของเรา หรือแม้แต่ลูกน้อยที่นอนเปลอยู่บ้านกับพี่เลี้ยงได้อย่างสบายใจ ขอแค่มีสัญญาณอินเตอร์เนทก็พอ ที่สำคัญ แนะนำสำหรับสถานที่ๆมีสัญญาณ wifi ก็จะดีมากๆเลยนะครับ


     ทีนี้เราก็ไม่ต้องไปเสียเงินซื้อเจ้ากล้องทีวีวงจรปิดกันอีกแล้ว หากว่าเราไม่ได้ใช้แบบถาวรนะครับ  วิธีใช้งานสิ่งที่เรามีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแบบนี้ หวังว่าคงชอบกันนะครับ  ติดตามชมเรื่องราวดีๆที่ Zad Channel สามารถนำไปใช้ได้จริง ไม่ว่าจะเป็นระบบ IOS หรือ Android  แวะชมคลิปวีดีโอดีๆมีสาระของเราได้ที่ www.youtube.com/c/zadchannel ได้ในทุกๆวันครับ

วิธีประหยัดเนทมือถือ 40% ทำได้ง่ายๆด้วยวิธีนี้

     อินเตอร์เนทกับโทรศัพท์มือถือ กลายเป็นของที่ขาดไม่ได้สำหรับหลายๆคนแล้วในทุกวันนี้ ถึงแม้จะมีคนใช้อินเตอร์เนทแบบไร้สายกันมากมาย แต่ราคาค่าใช้ของทุกวันนี้ก็ยังไม่นับว่าถูกลงมากเท่าไร หากดูดีๆบางโปรโมชั่นออกจะแอบแพงซะด้วยซ้ำ



     เมื่อเหตุการณ์มันเป็นเช่นนี่้เรามาหาทางประหยัดสัญญาณอินเตอร์เนทกันดีกว่า และที่สำคัญ ความประหยัดนี้ต้องไม่ทำให้ความสุขของเราลดลงไปด้วยครับ วิธีทำก็แสนจะง่ายดาย เพียงแค่เราเลือกเวปบราวเซอร์ยอดนิยมเช่น Google Chrome มาเก็บไว้ในโทรศัพท์มือถือของเรา และเลือกใช้โหมดประหยัดสัญญาณอินเตอร์เนทที่มีไว้ให้ เรื่องยากๆก็กลายเป็นเรื่องง่ายในทันที วิธีทำก็อธิบายไว้ในคลิปวีดีโอนี้เรียบร้อยแล้ว สามารถกดดูได้ทันทีครับ



     ส่วนหลักการทำงานก็ไม่มีอะไรยากเลย อธิบายให้ฟังแบบเข้าใจได้ง่ายๆนั่นก็คือ โดยปกติแล้วหากเราไม่ได้เปิดโหมดประหยัดสัญญาณอินเตอร์เนทไว้ เมื่อเราค้นหาอะไรก็ตามในเวปบราวเซอร์ เขาก็จะพาเราไปที่จุดหมายของเวปไซด์นั้นๆโดยตรง การรับและส่งสัญญาณอินเตอร์เนทก็ทำแบบตรงๆกันนั่นเลย แต่หากว่าเราเปิดโหมดประหยัดพลังงานไว้ ข้อมูลต่างๆของเวปไซด์นั้นจะถูกส่งไปที่ Google  Chrome แล้วบีบอัดให้มีขนาดเล็กลง ก่อนที่จะส่งกลับเข้ามาในโทรศัพท์มือถือของเราอีกครั้ง เป็นเหตุให้เราสามารถประหยัดสัญญาณอินเตอร์เนทได้ โดยที่ข้อมูลต่างๆยังคงได้รับเป็นปกติเหมือนเดิม

     เป็นอย่างไรบ้างครับสำหรับข้อมูลดีๆเหล่านี้  ติดตามชมเรื่องราวดีๆที่ Zad Channel สามารถนำไปใช้ได้จริง ไม่ว่าจะเป็นระบบ IOS หรือ Android  แวะชมคลิปวีดีโอดีๆมีสาระของเราได้ที่ www.youtube.com/c/zadchannel ได้ในทุกๆวันครับ

ชาร์จแบตมือถือให้เต็มเร็วขึ้น 30% ทำได้อย่างไร

     สวัสดีครับทุกท่าน ณ.วันนี้คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเราเกือบทุกคนล้วนมีเจ้าเครื่องมือสื่อสารที่เรียกว่าโทรศัพท์มือถือกันแล้วทั้งนั้น บางคนเช่นผมเป็นต้น ก็ต้องมีใช้ถึง 2 เครื่องกันเลยทีเดียว ซึ่งเราต่างก็ล้วนมีเหตุผลของการจำเป็นต้องใช้ทั้งสิ้น
   
     แต่เมื่อเราจำเป็นที่จะต้องมีโทรศัพท์มือถือใช้ เราก็ต้องทำความรู้จักให้มากใช่ไหมครับ เทคนิค เคล็ดลับต่างๆบางทีเราก็ควรจะรู้ไว้ สำหรับวันนี้เป็นเรื่องของการใช้โทรศัพท์มือถือให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในการชาร์จแบตเตอรี่นั่นเอง ก่อนหน้านี้เราคงเคยได้ยินกันมาว่ามีระบบการชาร์จแบบเร็ว เช่น Oppo R9S เป็นต้น ทำอย่างไรล่ะ ในเมื่อเราเองก็ใช้โทรศัพท์รุ่นธรรมดา แต่อยากชาร์จได้เร็วเหมือนพวกแพงเขา ไม่ยากเลยครับ
             
                                                                       คลิ๊กดูคลิปวีดีโอ


     โทรศัพท์ชนิดสมาร์ทโฟนทุกเครื่อง จะมีระบบอยู่อย่างหนึ่งที่เราเรียกว่า Flight Mode เจ้าโหมดนี้จะทำหน้าที่ในการตัดสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้าทุกชนิดที่ส่งออกจาตัวเครื่องของโทรศัพท์มือถือเพื่อการสื่อสาร เช่น สัญญาณโทรศัพท์ ,WIFI, อินเตอร์เนท และ บลูทูธ แต่เว้นระบบแสดงที่อยู่คือ GPS จะไม่ปิด เพราะระบบ GPS คือการรับสัญญาณเท่านั้น ไม่ได้ส่งสัญญาณออกจากตัวโทรศัพท์

     ทีนี้เวลาที่เราต้องการให้โทรศัพท์มือถือของเราชาร์จแบตเตอรี่ได้เต็มเร็วกว่าปกติ เราจำเป็นที่จะต้องเปิด Flight Mode นี่ไว้ เพื่อให้ระบบการส่งสัญญาณต่างๆที่กล่าวมาปิดตัวลง เพราะการหยุดทำงานนั่นหมายถึงโทรศัพท์มือถือของเราก็ใช้พลังงานน้อยลงไปด้วย จึงเป็นที่มาของการที่แบตตอรี่จึงเต็มเร็วขึ้น เพราะการใช้ออกไปน้อยลง 


     เคล็ดลับการใช้โทรศัพท์มือถือดีๆจาก Zad Channel ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ไม่ว่าจะเป็นระบบ IOS หรือ Android  อย่าลืมแวะชมคลิปวีดีโอดีๆมีสาระของเราได้ที่ www.youtube.com/c/zadchannel ได้ในทุกๆวันครับ



     

บทความที่ได้รับความนิยม