แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความเพื่อชีวิต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความเพื่อชีวิต แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ตะลึงทั้งประเทศ จากพันตำรวจเอก กลายเป็นวินมอไซค์รับจ้าง

     ถึงกับตกตะลึงกันไปทั้งบาง เมื่อพบความจริงว่า ลุงวินมอไซค์คนนี้ แท้จริงเป็นตำรวจที่มียศถึง พันตำรวจเอก



 
  ใครที่เคยไปใช้บริการวินมอเตอร์ไซค์หน้าปากทางเข้าโรงเรียนตำรวจภูธร 2 หรือ ปัจจุบันคือศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 2 จังหวัดชลบุรี น่าจะเคยใช้บริการของวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างหมายเลข 16 กันบ้างแล้ว แต่มีใครรู้บ้างไหมว่าชายคนนี้เป็นใคร

     พันตำรวจเอก ธีระศักดิ์ พบศิลา หรือ "ลุงอู๊ด" ที่ใครๆในละแวกนั้นต่างรู้จักกันดี มีอาชีพเสริมคือการขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างอยู่บริเวณหน้าปากทางเข้าศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 2 จังหวัดชลบุรีในขณะนี้ มีประวัติความเป็นมาอย่างไร ถึงได้มาทำอาชีพนี้ รายได้จากการเป็นตำรวจมากน้อยแค่ไหน แล้วอาชีพขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างส่งผลอะไรกับชีวิตรับราชการหรือไม่ มีคำตอบอยู่ตรงนี้ครับ


    ลุงอู๊ด จบการศึกษาจากโรงเรียนตำรวจภูธร 2 ชลบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2519  ได้รับราชการตำรวจมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งจบการศึกษาระดับปริญญาตรี และ ได้สอบเลื่อนชั้นขึ้นเป็นนายตำรวจยศ ร้อยตำรวจตรี จนถึงยศขณนี้คือ พันตำรวจเอก ได้เล่าเรื่องราวของเขาและครอบครัวให้ฟังว่า เงินเดือนจากการเป็นข้าราชการตำรวจนั้นไม่เพียงพอต่อรายจ่ายที่เขามี เหตุเพราะเป็นเพียงข้าราชการชั้นผู้น้อย  มีครอบครัวซึ่งมีบุตร 3 คน จากภาวะด้านการเงินที่เกิดขึั้น  และด้วยนิสัยส่วนตัวของเขาซึ่งเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่ได้ยึดติดกับการเป็นข้าราชการ หรือ หัวโขนของการเป็นตำรวจ  ซึ่งขณะนั้นลุงอู๊ดมียศ สิบตำรวจโท เท่านั้น จึงทำให้ลุงอู๊ดและภรรยาคือ เจ๊กุ้ง ช่วยกันมองหาหนทางทำมาหากิน เพื่อจะสร้างครอบครัวให้มีความมั่นคงทางการเงิน หรือ อย่างน้อยก็ให้เอาตัวรอดจากสภาวะเศรษฐกิจให้ได้ โดยที่ไม่ต้องไปทำเรื่องอะไรที่ไม่ควรจะต้องทำ



     และทั้งสองได้พบว่า การขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างนั้นเป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่ง ซึ่งให้เวลาในการดูแลลูกๆได้เต็มที่เท่าที่ต้องการ และ สามรถสร้างรายได้ให้มากพอจนไม่ต้องใช้ชีวิตลำบากมากนัก จึงได้ตัดสินใจที่จะทำอาชีพเสริมโดยการขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างกันทั้งสองคน นับจากวันนั้นมาถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว


     และแม้เมื่อลุงอู๊ดจะสอบเลื่อนชั้นขึ้นเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรได้แล้ว แต่ก็ยังคงไม่ทิ้งอาชีพการขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างในทุกครั้งที่มีเวลา แต่ที่ทำให้ตะลึงมากกว่านั้น ลุงอู๊ดบอกว่า เขายังใช้เวลาว่างในการรับจ้างเป็นยามเฝ้าโรงน้ำแข็งในเวลากลางคืนอีกด้วย และ ในบางวัน เขาก็รับจ้างเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยให้กับร้านทองในบริเวณใกล้เคียง เพื่อแลกกับค่าจ้างเพื่อเอาใช้ในครอบครัว แม้ว่าขณะนี้ลุงอู๊ดจะมียศติดตัวเป็นถึงพันตำรวจเอกแล้วก็ตาม


     หลายๆกิจการปฏิเสธไม่ยอมจ้างลุงอู๊ด เหตุเพราะเขามียศที่สูงเกินไป แต่ลุงอู๊ดยืนยันหนักแน่นว่า เขาไม่ได้มาขอทำสิ่งใดที่ผิดกฎหมาย หรือ ผิดทำนองคลองธรรม แม้เขาจะมียศที่สูงมาก แต่เขาก็ได้ทำหน้าที่ในการเป็นข้าราชการอย่างเต็มที่เสมอ และอีกหน้าที่หนึ่งที่เขายังต้องทำในชีวิต คือการดูแลครอบครัวของเขาให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีพอ และ การจะทำให้ได้เป็นแบบนั้นคือการมีรายได้ที่มากเพียงพอต่างหาก เพราะฉะนั้น ไม่ว่าเขาจะรับจ้างเฝ้าร้านทอง รับจ้างเป็นยามเฝ้าโรงน้ำแข็ง หรือ ขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างก็ตาม เขาทำเพื่อครอบครัวอันเป็นที่รักของเขาทั้งนั้น จนซื้อใจเจ้าของกิจการต่างๆได้ และยอมจ้างให้เขามาทำหน้าที่ตลอดมา


     ขณะนี้ลุงอู๊ดเองได้เลือกการเกษียณอายุราชการก่อนเวลา (เออรี่รีไทร์) ในตำแหน่งสารวัตรอำนวยการ สถานีตำรวจภูธร ดงหัวฬ่อ ยศ พันตำรวจโท และได้รับบำเหน็จโดยการเชิดชูเกียรติ์จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพิ่มยศให้อีก 1 ชั้น เป็นพันตำรวจเอก เพื่อออกมาทำอาชีพการขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างอย่างเต็มเวลา ร่วมกับ เจ๊กุ้ง ภรรยาคู่ทุกคู่ยากที่ร่วมเดินในเส้นทางเดียวกันมาตลอด


     วันนี้ลุงอู๊ดได้ยินยอมให้เรานำประวัติเส้นทางนักสู้ของเขามาเปิดเผยให้สังคมได้รับรู้ โดยเฉพาะสังคมตำรวจ เพื่อเป็นตัวอย่างของคนสู้ชีวิต คนที่ไม่เคยคิดจะยอมแพ้ต่อโชคชะตา คนที่รู้ว่าอะไรสำคัญที่สุดในชีวิตของเขา  และ ลุงอู๊ดอยากฝากบอกทุกคนโดยเฉพาะตำรวจว่า อย่ายึดติดกับยศ และ ตำแหน่งมากเกินไป ขอให้ดูแลครอบครัวให้ดีที่สุด เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่อยู่กับเราเสมอคือครอบครัวของเรานั่นเอง

วันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2561

เนื้อในเน่าๆของตำรวจไทย ตอนที่ 1

      "ปฏิรูปตำรวจ" คำสวยหรูดูราคาแพง และเป็นประเด็นที่ใครๆต่างพากันพูดจาได้อย่างออกรสชาติ ทั้งเผ็ดร้อน เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม  แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ถึงโลกแห่งความเป็นจริงของตำรวจไทย


     หากถามถึงอาชีพในฝันของเด็กผู้ชาย แน่นอนว่าต้องมีคำว่าตำรวจให้ได้ยินอย่างบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะมีสาเหตุมาจากการดูหนัง ดูละคร ที่หลายเรื่องพระเอกของเรื่องเป็นตำรวจและมักจะชนะในการต่อสู้กับคนร้าย หรือในข่าวต่างๆที่มีการต่อสู้กันจริงๆ แม้แต่ในชีวิตประจำวันได้เห็นการแต่งตัว การมีอาวุธ การทำงานต่างๆของตำรวจ ทำให้เด็กๆหลายคนตั้งเป็าหมายในชีวิตว่าจะต้องเป็นตำรวจให้ได้อย่างแน่นอน

     และเมื่อพวกเขาเติบโตขึ้น แล้วได้ฝ่าฟันทุกอุปสรรคจนเข้าสู่โลกแห่งผู้พิทักษ์สันติราษฎ์ได้สมดังใจแล้ว เขาเหล่านั้นก็ได้พบว่า สิ่งที่เขาเคยคิดและฝันไว้ มันก็เป็นเพียงแค่จินตนาการจากวัยเด็กเท่านั้น


     ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น คำตอบนี้ไม่ยากเลย เพราะเมื่อเข้าสู่โรงเรียนตำรวจ ไม่ว่าจะหลักสูตรนายสิบตำรวจ หรือนายร้อยตำรวจ ในโรงเรียนทุกคนต่างใช้ชีวิตในรูปแบบเดียวกัน ทั้งเรื่องการกิน การนอน การแต่งกาย และการปฏิบัติต่างๆ ไม่มีใครมีสิทธิพิเศษ ทุกคนเป็นเพียงแค่นักเรียนตำรวจ แม้ว่าจริงๆแล้วแต่ละคนจะมีฐานะทางครอบครัว การเงินหรือความรู้ความสามารถต่างกัน แต่ในโรงเรียนตำรวจ สิ่งเหล่านั้นจะยังไม่ได้แสดงผลออกมามากนัก

     จนเมื่อจบการศึกษาและออกมาปฏิบัติหน้าที่แล้วนั่นแหละ พื้นฐานทางครอบครัว การเงิน พรรคพวก เส้นสาย ญาติมิตร จะเข้ามามีบทบาทมากมายเลยทีเดียว


     ตำรวจที่มุ่งมั่นในการทำงานอย่างแท้จริงมีผลการปฏิบัติปรากฏเด่นชัด จะได้รับคำชมเชยหรือเกียรติ์บัตรอย่างสม่ำเสมอ แต่ก็มักจะไม่ค่อยก้าวหน้านักกับหน้าที่การงาน และที่สำคัญที่สุด หากตำรวจพวกนี้เกิดความผิดพลาดจากการทำงานขึ้นมา ซึ่งแน่นอนว่ามันเกิดขึ้นได้ไม่ยากเลย ไม่ว่าจะระวังขนาดไหน เตรียมพร้อมมาดีขนาดไหน คุณจะกลายเป็นจำเลยจากสังคมและผู้บังคับบัญชาคนที่เคยให้เกียรติ์บัตรนั้นทันทีโดยไม่สนว่าก่อนหน้านี้มีคุณงามความดีอะไรมาบ้าง และรางวัลที่จะได้รับนั้นอันดับแรกคือ "ออกจากราชการไว้ก่อน" ดังเราจะเห็นได้ตามข่าวอยู่เป็นประจำ

     แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับเหล่าลูกท่านหลานเธอ ในกลุ่มที่เมื่อออกมาทำงานแล้วพบว่า การทำงานรับใช้ประชาชนนั้นไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง ไม่ใช่หนทางเจริญก้าวหน้าอย่างแน่นอน ประกอบกับพื้นฐานทางครอบครัวดี จึงใช้สิทธิ์พิเศษเฉพาะตัวนั้นไปทำงานใกล้ชิดกับผู้บังคับบัญชาระดับสูง เพื่อเป็นหนทางแห่งความเจริญในอนาคต ทั้งเรื่องธุรกิจของครอบครัวและตัวเอง แถมยังไม่ต้องลงไปคลุกฝุ่นกับตำรวจกลุ่มแรก อันเป็นการการันตีว่าไม่มีโอกาสผิดพลาดจากการทำงานและอนาคตได้เติบโตแน่นอน ดูตัวอย่างได้จากอดีตนายตำรวจระดับสูงคนหนึ่งที่เผลอหลุดความในใจออกมาต่อหน้าสื่อสาธารณะว่าจริงๆแล้วอาชีพตำรวจนั้นเป็นเพียงแค่อาชีพเสริมของเขาเท่านั้น

     โปรดติดตามตอนที่ 2  เร็วๆนี้

   

   

วันพุธที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2561

เมื่อสามีของตัวเอง ต้องตกไปเป็นภรรยาของคนอื่น

     คุณผู้หญิงจะทำอย่างไรกันดี เมื่อได้รู้ว่าสามีสุดที่รักของตัวเองนั้นในบางวันก็กลายไปเป็นภรรยาของผู้อื่น จะรักต่อ จะเลิก หรือจะทนไปเพื่ออะไรกันดี


     ความเป็นคนรักร่วมเพศ ไม่ใช่โรค ไม่ใช่อาการ แต่เป็นรสนิยมและความพึงพอใจของผู้นั้น จะหาสาเหตุก็มีมากมายหลายอย่าง แต่สุดท้ายส่วนใหญ่ก็เลือกจะเป็นในสิ่งที่ตัวเองเป็นกันจริงๆเท่านั้น

     แต่ปัญหาคือ การที่ผู้ชายซึ่งเป็นพวกได้ทั้ง 2 อย่าง หรือที่เรียกกันง่ายๆว่า เสือไบ หรือ ไบเซ็กชวล นั่นเองดันไปแต่งงานกับผู้หญิงแล้วยังมีสัมพันธ์กับผู้ชายอื่นอยู่ด้วยนี่สิ คุณผู้อ่านซึ่งเป็นผู้หญิงจะรับได้ไหม และความรู้สึกนี้จะร้ายแรงกว่าการที่รู้ว่าสามีของตนเองนอกใจไปมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงอื่นไหม


     ผู้เขียนเองนึกไม่ออกว่าสถาณการณ์นั้นจะเลวร้ายเพียงใด หรือมีใครที่ยังอยากทนอยู่ในสภาพแบบนี้ไหม แต่ที่หยิบยกเอาเรื่องนี้มาเขียนก็เนื่องจากได้เห็นกระทู้ของหญิงคนหนึ่งที่ทนความอัดอั้นตันใจไว้ไม่ไหว ต้องเอามาระบายในพันทิป กับการที่สามีของตัวเองที่คบหาดูใจกันมายาวนานถึง 5 ปี ก่อนจะตัดสินใจแต่งงานกัน ได้เผยความจริงโดยไม่ได้ตั้งใจว่าตัวเองนั้นแอบนัดเจอเพื่อมีความสัมพันธ์กับผู้ชายอื่นมาตลอด เมื่อเธอเองได้รู้ความจริงก็เสียใจอย่างถึงที่สุด แต่ในความเสียใจนั้นยังมีความรักแทรกอยู่ไม่น้อย เธอจึงตัดสินใจพูดคุยเพื่อขอให้สามีหยุดพฤติกรรมนี้ แต่คำสัญญาของคนก็ไม่สามารถเอาชนะความปราถนาของเขาได้ จึงไม่แปลกที่ตัวสามีจะกลับไปคบหากับผู้ชายอื่นอีก และเธอคนนี้ก็ไม่รู้จะหาทางออกเช่นไรดี


     ไม่ว่าคำตอบของท่านทั้งหลายจะเป็นเช่นไร ผู้เขียนขอน้อมรับด้วยความเข้าใจถึงความแตกต่างทางความคิดและความรู้สึก ส่วนตัวผู้เขียนเองนั้นเชื่อว่า ไม่ว่าชายหรือหญิง หากตัดสินใจที่จะผู้สัมพันธ์กับใครสักคนหนึ่งแล้วด้วยการแต่งงาน สิ่งที่ควรมีอย่างยิ่งคือความซื่อสัตย์ระหว่างกันและกัน สิ่งที่ต้องลดหรือเลิกไปเลยคือการมองเห็นแต่ความต้องการของตัวเองเท่านั้น เพราะเมื่อเป็นครอบครัวแล้ว คุณต้องร่วมกันรับผิดชอบสิิ่งที่เรียกว่าครอบครัว ไม่ว่าคุณจะเป็น เกย์ ตุ๊ด ทอม ดี้ หรืออะไรก็ตามที่เขาเรียกกัน คุณจะอยู่ร่วมกันแบบ ชายกับชาย หญิงกับหญิง หรือ ชายกับหญิง แต่คุณก็ยังอยากที่จะมีความสัมพันธ์กับคนอื่นที่ไม่ใช่คู่ของคุณ ไม่ว่าจะเพศเดียวกันหรือไม่ก็ตาม หากคุณไม่พร้อมที่จะรับผิดชอบกับสิ่งที่เรียกว่าครอบครัว คุณไม่ควรอย่างยิ่งที่จะให้ใครต้องมาทนทุกข์อยู่กับคุณ เพียงเพราะคุณอยากมีความสุขอย่างที่คุณเป็น

วันเสาร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2561

แนวโน้มการมองหาอาชีพของคนรุ่นใหม่ Young Rich

     โลกเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วมากในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การเติบโตทางเศรษฐกิจ การเข้าถึงข้อมูล เทคโนโลยี และ วิธีคิดของผู้คนไม่อาจเหมือนเดิมได้อีกต่อไป และคำว่า Young Rich จะกลายเป็นเป้าหมายที่สำคัญสูงสุด



     และด้วยความที่โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วนี่เอง ทำให้วิธีคิดเก่าๆบางอย่างเริ่มไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้ว เป็นคำตอบที่ไม่อาจจะใช้ได้จริงในทุกด้านอีกแล้ว โดยเฉพาะด้านการเลือกอาชีพของคนรุ่นใหม่ๆ เพราะคนรุ่นใหม่เข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ง่ายขึ้นเข้าใจความเปลี่ยนแปลงได้ง่ายกว่า เรียนรู้เทคโนโลยีได้ดีกว่า นั่นหมายถึงว่าเขาเหล่านั้นจะไม่ได้เลือกอาชีพเพียงเพราะความั่นคงอย่างเดียวเท่านั้น


     หลายๆคนไม่เลือกอาชีพรับราชการดังที่ครอบครัวหรือสังคมของเขาเคยยืนยันว่าเป็นสิ่งที่มั่นคงถาวร แต่กลับเลือกที่จะเรียนรู้ในรูปแบบที่หลากหลายของอาชีพต่างๆ และหาประสบการณ์เพิ่มมากขึ้น บางคนเลือกที่จะทำงานในหลายๆที่ เพื่อดูว่าแต่ละที่เป็นอย่างไร ทำงานอย่างไร บริหารงานอย่างไร แล้วนำประสบการณ์ความรู้เหล่านั้นมาหลอมรวมและตกผลึกให้เป็นธุรกิจของเขาเองขึ้นมา การทำเช่นนี้ผู้ใหญ่หลายๆคนมักมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม เพราะมองว่าการเปลี่ยนงานบ่อยๆไม่ใช่เรื่องที่ดี แต่สำหรับคนรุ่นใหม่หลายๆคนมองว่า นั่นคือการเรียนรู้ที่ดีมาก เพราะการบริหารจัดการ และประสบการณ์ของแต่ละบริษัท แต่ละองค์กรนั้นไม่เหมือนกัน เขาจะมีโอกาสได้เรียนรู้ที่หลากหลายมากกว่าการทำงานอยู่แต่เพียงที่เดียว


      และด้วยแนวคิดนี้ ทำให้เกิดเศรษฐีรุ่นใหม่ๆขึ้นมาได้มากขึ้น เพราะแทนที่จะค่อยๆหาประสบการณ์ในการสร้างธุรกิจด้วยตัวเองเพียงอย่างเดียว (ในกรณีที่ครอบครัวไม่ได้ทำธุรกิจมาก่อน) เขาเหล่านั้นกลับเลือกที่จะเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์แล้วเท่านั้น จนหลายๆครั้งเราได้ยินว่าเด็กมัธยม หรือเด็กมหาลัยสามารถสร้างรายได้จำนวนมากจากสิ่งที่เขาได้เรียนรู้และลงมือทำ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานออนไลน์ หรือ การสร้างธุรกิจขึ้นมาด้วยตัวของเขาเอง และเขาได้เรียนรู้ว่า อยากรวย ไม่สำคัญเท่าการลงมือทำให้รวย


     ก็ใช่ว่าทุกคนจะสามารถสำเร็จได้เหมือนๆกัน แต่ก็ทำให้เข้าใจได้ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร ทำให้ผู้เขียนมีความเข้าใจในวิธีคิดของคนรุ่นใหม่ๆได้ จากการสอบถามเขาเหล่านั้นว่าอาชีพในฝันคืออะไร  และเขาอยากมีชีวิตแบบไหนในอนาคต

วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2561

ธงชาติผืนสุดท้าย ที่ชายแดนไทย

     ทุกครั้งที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นแค่ประเทศเพื่อนบ้านหรือไกลออกไปอีกฝั่งหนึ่งของโลก ไม่เคยมีสักครั้งที่จะไม่อยากกลับมาเมืองไทย ไม่เคยมีสักครั้งที่จะรู้สึกอยากอยู่ที่ประเทศอื่นๆ แม้ว่าจะสวยงามและน่าอยู่เพียงใด




     เคยบ้างไหมครับที่รู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูกเวลาที่อยู่ต่างประเทศแล้วมองเห็นธงไทย ใช่ครับ ธงไตรรงค์ 5 แถบ 3 สีนี่แหละครับ หรืออย่างน้อยก็ได้เจอคนไทย ได้ยินภาษาไทยในบ้านเมืองของคนอื่น มันทำให้ยังรู้สึกอบอุ่นในหัวใจเสมอ หรือว่ามันแค่คือสัญชาติญาณในการเอาตัวรอดของมนุษย์ ที่ทำให้รู้สึกว่าหากเรามีปัญหาอะไรก็ตามเกิดขึ้น เราจะขอความช่วยเหลือจากคนไทยที่อยู่แถวนั้นได้


     หากมองเห็นธงชาติไทยในประเทศไทย มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรใช่ไหมครับ แต่เมื่ดใดก็ตามที่คุณจะต้องเดินทางไปต่างประเทศ ไม่ว่าจะไปเพียงระยะสั้น หรือ ระยะยาวก็ตาม การได้เห็นธงไทยในต่างประเทศนั้น ความรู้สึกของคุณจะเปลี่ยนไปทันที คุณจะคิดในใจว่าคนไทยอยู่ที่นี่แน่นอน หากเขาเปิดร้านค้า คุณก็คงอยากแวะเวียนไปดู ไปอุดหนุน ได้คุยภาษาไทยกับเขาใช่ไหมครับ


     ทุกครั้งที่ผมต้องเดินทางไปต่างประเทศ ผมจะมองให้ทั่วสนามบินเสมอ มองทุกๆอย่างเท่าที่ทำได้ แม้ยามเครื่องบินเทคออฟ (กำลังนำเครื่องขึ้น) ผมก็จะมองผืนแผ่นดินไทยให้เต็มตาก่อนทุกครั้่ง และคิดในใจเสมอว่า อีกไม่กี่วันจะกลับมานะ รอก่อนนะ และทุกครั้งที่กลับมา เพียงแค่ได้เห็นแผ่นดินไทยในจอที่อยู่หน้า ผมก็จะรู้สึกอุ่นใจและดีใจทุกๆครั้ง และคิดในใจว่ากลับมาแล้วนะ และขอบคุณทีี่ผมได้กลับมาเมืองไทยอีกครั้ง โดยไม่เกิดอะไรขึ้นระหว่างเดินทางข้ามทวีปเสียก่อน


     และวันนี้เป็นอีกครั้งที่ได้มีโอกาสเห็นธงชาติไทยปลิวไสวอยู่กลางสะพานข้ามแม่น้ำสาย ในอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งสะพานนี้เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่าง อำเภอแม่สาย และ อำเภอท่าขี้เหล็ก ของประเทศพม่า แม้จะไม่ได้ข้ามไปในวันนี้ แต่เมื่อมองเห็นธงไทยอยู่กลางสะพานข้ามแม่น้ำสาย และถัดไปเป็นธงของประเทศพม่า (Myanmar) ก็ทำให้ย้อนคิดถึงเวลาที่ต้องข้ามสะพานนี้ไปฝั่งพม่า ความรู้สึกก็ไม่ได้ต่างกันเลยกับการไปประเทศอื่นๆที่อยู่ห่างไกลออกไป และทุกครั่้งที่เดินกลับเข้ามาถึงฝั่งไทย ความอบอุ่นหัวใจก็แล่นกลับมาหาทุกๆครั้ง คุณล่ะครับ เคยมีประสบการณ์แบบนี้บ้างไหม

จำไว้ เมื่อหมดประโยชน์เขาก็ทิ้ง

     ท่านทั้งหลาย จงมาฟังทางนี้เถิด โดยเฉพาะท่านที่มียศ มีตำแหน่งทั้งหลาย ความจริงนี้จะช่วยเตือนใจท่านได้บ้าง ไม่มากก็ต้องมีสักน้อยอย่างแน่นอน


     สิ่งใดมี "คุณค่า" เราวัดกันด้วยอะไร สิ่งใดที่มี "มูลค่า" เราวัดกันด้วยอะไร คุณค่าและมูลค่านั้นแตกต่างกันอย่างมาก คุณค่าเป็นเรื่องของความรู้สึกความผูกพัน แม้ไม่มีราคาสักสลึงก็อาจเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากก็ได้ ส่วนมูลค่านั้นเป็นเรื่องของความจับต้องและคำนวณได้ กำหนดได้ มีราคาได้ บางสิ่งอาจจะมีทั้งคุณค่าและมูลค่า บางสิ่งก็มีแค่สิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น

     คนๆหนึ่งที่เกิดมาบนโลกนี้ อาจสร้างคุณค่าให้ตัวเองด้วยการทำตัวมีประโยชน์แก่ตัวเอง แก่สังคม แก่โลกนี้ และอาจสร้างมูลค่าให้กับตัวเองเมื่อต้องกลายเป็นคนสำคัญ คนมีชื่อเสียง หรือเป็นคนมีความรู้ ใครอยากให้ไปโชว์ตัวที่ไหนก็ต้องมีเงินจ้าง หรือมีสิ่งตอบแทน จะทำอะไรก็ได้เงินได้ทอง ได้ผลประโยชน์ไปทุกอย่าง เขาจึงเป็นทั้งคนที่มีคุณค่าและมูลค่ากันไปในตัว


     สิ่งของบางอย่างเมื่อยังมีคุณค่าและมูลค่า ใครๆต่างก็พากันกราบไหว้เคารพบูชา แต่เมื่อหมดคุณค่า หรือมูลค่าลงแล้ว เขาก็พากันเอามาทิ้ง ดังเช่นพระพุทธรูป รูปปั้น รูปหล่อพระเกจิอาจารย์ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย พอแตกหัก ชำรุดเสียหาย เขาก็เอามาทิ้ง โดยไม่คิดว่าก่อนหน้านี้ได้กราบไหว้ บูชา ด้วยดอกไม้ ธูปเทียน  อาหารคาว หวานสารพัด

     ท่านทั้งหลายที่มียศ มีตำแหน่ง มีอำนาจ โดยเฉพาะ ตำรวจและทหาร พึงระวังสังวรณ์ไว้ให้ดี วันนี้เรามีคุณค่า หรือมูลค่าในตัวมากน้อยแค่ไหน วันนี้ได้ทำอะไรที่มีคุณค่ากับตัวเองและคนอื่นๆหรือไม่ ลด หรือ ละ โลภ โกรธ หลงลงบ้างไหม หรือยังคิดถึงแต่ตัวเองอยู่อย่างเดียว หลงในตัวกู ของกู อยู่ไหม และได้สร้างมูลค่าให้ตัวเองไว้เพื่อชีวิตหลังวัยเกษียณบ้างหรือยัง หรือว่าเงินบำนาญนั้นเพียงพอกับชีวิตที่เหลือแล้ว แม้หากท่านรู้สึกเพียงพอแล้วกับมูลค่า ทรัพย์สินต่างๆที่มีแล้ว ก็ขออย่าลืมการสร้างคุณค่าเลย ยามใดหมดอำนาจวาสนาแล้ว ไปไหนมาไหนก็ยังมีคนยกมือไหว้ ทักทาย ถามหาให้ได้ชื่นใจกันได้เสมอ


     จงใช้ปัญญาพิจารณาให้ดีเถิด อย่ามัวเมากับลาภ ยศ สรรเสริญ และอำนาจเพียงอย่างเดียว วันนี้สิ่งเหล่านั้นอาจจะยังสวยงาม แต่วันใดที่มันแตกสลาย ผุพัง หรือสิ้นลงแล้ว ท่านก็จะไม่ต่างอะไรจากพระพุทธรูปที่เขาเอามาทิ้งนี้เลย

iZA NEWS

วันพฤหัสบดีที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2561

พ่อครับ แม่ครัับ ผมเป็นเกย์

   Gay คำเดียวสั้นๆที่อาจจะส่งผลอย่างมหาศาลกับคนที่อยู่รอบๆตัวคุณ เพราะบางครั้ง นั่นอาจจะหมายถึงความหวังและความฝันบางอย่างของคนในครอบครัวคุณจะพังทลายลงอย่างย่อยยับกันเลยทีเดียว



     แม้ว่าสังคมในยุค 4G นี้ การเป็นเกย์ เป็นเลสเบี้ยน หรือเป็นเพศที่ 3 ได้รับการยอมรับมากขึ้นจนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วในเกือบทุกสังคม จนแม้กระทั่งบางประเทศยังออกกฎหมายอนุญาตให้คนเพศเดียวกันสามารถแต่งงานกันได้แล้วก็ตาม แต่ในความเป็นจริง ยังมีคนอีกจำนวนมากที่ไม่ยอมรับผู้ที่เป็นเกย์ ยังมีการแสดงออกถึงความรังเกียจ หรือแม้กระทั่งมีการลงโทษอย่างรุนแรงถึงกับแขวนคอเลยทีเดียว


     หากไม่นัับเรื่องการแสดงออกทางเพศที่มากเกินไปจนดูน่ารังเกียจสำหรับบางคนแล้ว การเป็นเกย์ไม่ใช่ความผิดบาปหรือเรื่องน่ารังเกียจอะไร ส่วนมากที่ผู้เขียนได้พบเจอก็ไม่ได้แสดงพฤติกรรมที่ว่านั้นเลย

     แต่หากวันหนึ่งลูกชายหรือลูกสาวของคุณมาบอกว่าเขาเป็น เกย์ และเขาไม่สามารถมีทายาทสืบสกุลให้กับคุณได้ คุณจะทำอย่างไร หลายคนคงรู้สึกเหมือนกับฟ้าถล่มลงมาทับหัวใจจนแหลกไม่มีชิ้นดี ความหวังจะได้หลานตัวเล็กๆมาโอบอุ้มให้แก้เหงายามชรา หรือ ความคาดหมายต่างๆคงจบลงเพียงเท่านี้ แล้วคุณจะทำอย่าไรต่อไปล่ะ เพราะการเป็นเกย์ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถแก้ไขได้ แม้คุณจะอยากให้เขาฝืนเป็นในสิ่งที่เขาไม่ได้เป็น สักวันเขาก็จะทนยอมรับสิ่งนั้นไม่ได้อยู่ดี ตัวอย่างก็มีให้เห็นมากมาย



     มีทางเดียวที่คุณจะทำได้ นั่นคือทำใจยอมรับกับสิ่งที่ลูกของคุณเป็น หากคุณไม่เห็นแก่ตัวจนเกินไปนะ เพราะบางทีสิ่งที่คุณคาดหวังไว้กับลูกของคุณ มันไม่ใช่ความสุขของลูก แต่เป็นความสุขของคุณต่างหาก และหากเขาจะเป็นในสิ่งที่เขาอยากเป็น คุณในฐานะ พ่อ และ แม่ ต้องยอมรับในสิ่งที่ลูกของคุณเป็น รักเขาอย่างที่เคยรัก ปล่อยให้เขาเป็นอย่างที่เขาต้องการ ยอมรับว่านั่นคือชีวิตของเขา วันหนึ่งเขาจะต้องก้าวเดินต่อไปข้างหน้าโดยไม่มีคุณ เพราะฉะนั้น ปล่อยให้เขาเป็นในส่ิงที่เป็น แล้วคุณจะพบกับความสุข ความสงบของจิตใจ และ ยังทำให้ลูกรักคุณมากยิ่งขึ้นด้วย


iZA NEWS

วันอังคารที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2561

เพราะจน จึงต้องเริ่มสร้างธุรกิจ

     คนนั้นสวย คนนี้หล่อ คนนั้นรวย คนนี้จน และอะไรอีกมากมายที่ทำให้คนเราน้้นมีความแตกต่างกัน บางทีก็แตกต่างกันมากมายจนไม่อาจจะมีโอกาสได้พบเจอกัน บางทีก็ต่างกันแค่เพียงความคิดเท่านั้นเอง



     สิ่งที่จริงแท้แน่นอนนั้นก็คือ คนเราไม่สามารถที่จะเลือกเกิดได้ และความจริงแท้แน่นอนอีกอย่างที่มาคู่กันก็คือ คนเราสามารถที่จะเลือกเป็นอะไรก็ได้ที่ตนเองต้องการ ขอเพียงแค่มีความเชื่อว่าตนเองทำได้ มีความพยายามและตั้งใจมากเพียงพอ หลายคนมีความพยายามที่จะเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น พยายามจะเป็นคนรวย แต่ความตั้งใจนั้นไม่ยาวนานเพียงพอที่จะทำให้ตัวเองนั้นกลายเป็นคนรวยได้ และได้ละความพยายามนั้นไปเสียก่อนที่จะได้พบกับความร่ำรวยอย่างที่ตนเองต้องการในครั้งแรก คนๆนั้นก็อาจจะไม่ได้พบกับความร่ำรวยอีกเลยไปตลอดชีวิต

     แค่อยากรวยอย่างเดียวพอไหม ตอบได้เลยว่า แค่อยากอย่างเดียวไม่พอ การจะทำให้สำเร็จในสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นั้น นอกจากบุญกุศลเก่าที่ได้คอยเกื้อหนุนอยู่ ยังต้องประกอบด้วยการเรียนรู้ ลงมือทำ และมีความอดทนมากเพียงพอ จะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปเลยไม่ได้ เพียงแค่เรียนรู้และลงมือทำ แต่ไม่มีความอดทนก็ไม่ได้ ลงมือทำด้วยความอดทนแต่ไม่มีการเรียนรู้ก๋็ไม่ได้ หรือจะเรียนรู้อย่างอดทนยิ่ง แต่ไม่มีการลงมือทำก็ไม่ได้ 


     แต่ทำไมผู้เขียนจึงยกให้การเรียนรู้มาก่อนสิ่งใดล่ะ นั่นก็เพราะการเรียนรู้จะทำให้เกิดโอกาสขึ้นนั่นเอง และจะเป็นโอกาสที่ถูกต้องด้วย การลงทุนด้วยการเรียนรู้จึงเป็นการลงทุนที่ทุกๆคนควรทำเป็นอย่าแรกที่สุด การเรียนรู้จะลดสร้างโอกาสอย่างมากมายให้กับเราและลดการผิดพลาดได้มากที่สุด ไม่ว่าการเรียนรู้นัน้จะเกิดจากการ อ่าน ฟัง ถาม ดู จากผู้มีประสบการณ์ก่อนหน้า หรือ ลงมือเรียนรู้ผิดถูกด้วยตัวเอง ก็ควรต้องทำ

     หลายๆคนยอมหยุดอยู่ตรงแค่คำว่าไม่รู้ แล้วก็ให้ทุกอย่างเป็นไปตามชะตากรรมของเขาเอง สุดท้ายเขาก็พบว่าตัวเองนันตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ คือ โง่ จน เจ็บ ไปจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต แล้วก็ได้แต่สงสัยว่าตัวเองทำอะไรผิด ทั้งในชาตินี้และชาติที่แล้ว ทำไมเขาจึงไม่รวย ไม่สวย ไม่หล่อ ไม่อะไรดีเลย 


     
     ผู้เขียนอยากจะบอกทุกท่านว่า วันที่โลกนี้มีอินเตอร์เนท และ ทุกคนมีสมาร์ทโฟน โอกาสของคุณนั้นมีมากมายเหลือเกิน เราไม่มีคัมภีร์ลับที่ต้องตะเกียกตะกายไปเอาอีกแล้ว คุณแค่ค้นหาใน Googgle หรือ Youtube ความรู้มหาศาลที่จะทำให้คุณเริ่มต้นธุรกิจเล็กๆของคุณเองด้วยเงินและประสบการณ์อันน้อยนิดของคุณก็สามารถเริ่มขึ้นได้แล้ว คุณสามารถหาแนวคิดเริ่มต้นธุรกิจ หรือ แนวทางในการทำธุรกิจได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มต้นธุรกิจออนไลน์ หรือ การค้าขายเล็กๆน้อยแบบรับเงินสดทุกวัน ไมเชื่อก็ลองดูสิครับ อย่าปล่อยให้เวลาที่มีค่ามากที่สุดในชีวิตต้องสูญเสียไปเปล่าๆ เพราะคุณเองไม่มีทางรู้ว่าเวลาในชีวิตของคุณนั้นเหลืออยู่อีกมากน้อยเท่าไหร่

     ผมขอเป็นกำลังใจให้คนที่กำลังเดินล่าฝันของตัวเองอยู่ ไม่ว่าคุณจะเพศอะไร อายุเท่าไหร่ หรือมีระดับการศึกษาที่สังคมกำหนดไว้ระดับไหน คุณแค่ เรียนรู้ ลงมือทำ และ มีความอดทนมากเพียงพอ แล้วเรื่องราวของการเลือกเกิดไม่ได้ของคุณจะกลายเป็นตำนานให้หลายๆคนกล่าวขานไปอีกแสนนาน

iZA NEWS

วันเสาร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2561

ประเทศไทยในวันที่ไร้ "ตำรวจ"

     ผู้เขียนเจอกับการก่นด่า สาปแช่ง และว่าร้ายให้กับตำรวจ ที่นับวันราวกับทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ใช่เพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้น หลายๆประเทศ แม้แต่ประเทศที่เจริญแล้วอย่างเช่นสหรัฐอเมริกา ก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนกว่ากัน เพียงแต่การเคารพซึ่งกฎหมายของเราและเขานั้นต่างกันมาก

     หากให้ถามบรรดาผู้ที่เกลียดชังตำรวจ ส่วนใหญ่มักจะมีประสบการณ์ที่ไม่ดีกับตำรวจโดยตรง แต่บางส่วนก็ฟังจากเขาเล่ามา ที่ประสบกับตัวเองมาโดยตรงนั้น และยังมีอีกมากมายหลากหลายวิธีในการที่ใครสักคนจะเกลียดใครสักคนหนึ่งได้ในยุคที่กระแสโซเชี่ยลรุนแรงกว่ากระแสน้ำในฮวงโหเช่นนี้ และ วิจารณญาณของเราคือด่าก่อนถามทีหลัง



     ผู้เขียนก็ได้แต่มานึกว่า การที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะไรให้มันเข้าที่เข้าทางอย่างที่สังคมต้องการนั้นมันไม่ใช่เร่ืองง่ายเลย โดยเฉพาะกับองค์กรที่มีขนาดใหญ่เช่นตำรวจ เพราะตำรวจไทยนั้นมีอยู่ถึงกว่าสองแสนคน แต่จำนวนสองแสนคนนั้นไม่ได้ลงมาทำงานป้องกันปราบปราม หรือสืบสวน สอบสวน คอยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้กับประชาชนทั่วไปทั้งหมด หลายหน่วยงานทำงานอยู่เบื้องหลังความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ทำงานการข่าว งานต่างประเทศ งานตรวจสอบ งานนโยบาย งานประสานงาน และอีกมากมายเหลือเกินที่บางหน่วยผมก็ไม่รู้จักด้วยซ้ำ

     ถ้าเปรียบว่าองค์กรตำรวจนั้นเหมือนกับคนๆหนึ่งที่ยืนในสังคม แต่เป็นคนที่ยืนอยู่ท่ามกลางปัญหามากมายกว่าคนอื่นๆ เพราะว่าตำรวจต้องเป็นทุกอย่างที่คนอื่นๆต้องการ รถชนกัน คนทะเลาะกัน ปล้น ฆ่า ข่มขืน ทำร้ายกัน ด่าว่ากัน ใครๆก็เรียกหาตำรวจทั้งนั้น ตำรวจจึงยืนอยู่ในที่โล่งแจ้ง ตากแดด ตากฝน ทนพายุ ทนลมหนาวลมร้อนและทุกอย่างที่สังคมจะสาดใส่ให้ทุกๆวัน จนบางครั้งตัวตำรวจเองก็ทนไม่ได้กับแรงกดดันที่มากเกินไป ทั้งงานที่หนัก รายได้ที่น้อยเหลือเกิน จนตำรวจบางคนตัดสินใจทำอะไรโง่ๆลงไป



     พวกเรารู้ไหมครับว่า ตำรวจส่วนใหญ่ที่ทำงานด้านสายตรวจ สายสืบ และจราจร ไม่ได้ทำงานแค่ 8 ชม.ต่อวัน และการทำงานที่เกินกว่า 8 ชม.ต่อวันนั้น "ไม่มี OT"  ตำรวจทุกคนที่ต้องทำหน้าที่พิเศษ เช่นการตั้งด่านตามคำสั่งเฉพาะกิจ การระดมกวาดล้าง การมีเหตุพิเศษต่างๆ การทำงานในวันหยุดของตัวเอง ตำรวจต้องออกไปทำงานได้ตลอด 24 ชม. โดยไม่ได้รับเงินพิเศษใดๆทั้งสิ้น ค่าน้ำมันรถ ค่ากิน ค่าเดินทาง ไม่ต้องถามหา ทุกคนต้องจ่ายเอง ถ้าเป็นคุณ จะรู้สึกอย่างไรครับที่ต้องทำงานล่วงเวลาที่เสี่ยงอันตรายโดยไม่รับค่าตอบแทน และปฏิเสธไม่ได้ด้วย นี่แหละความจริงของตำรวจไทย

     ผมสงสัยเหลือเกินว่า ปัญหาการทุจริต คอรัปชั่น รับเงินใต้โต๊ะ วิ่งเต้น และความชั่วต่างๆ ข้าราชการอื่นไม่มีเหรอ คนชั่วมาเป็นตำรวจกันหมดแล้วหรือ ไม่ไปเป็นหมอ ครู นักวิชาการ ทหาร พระ หรือ หน่วยงานอื่นๆบ้างเหรอ หรือเรายินดีที่จะจ่ายให้กับการคอรัปชั่นในหน่วยงานอื่นๆมากกว่าตำรวจ ใครๆก็รู้ว่าไม่จริงใช่ไหมครับ คนชั่วมีอยู่ทุกที่แหละ


     แล้วทำไมเล่นงานตำรวจดีกว่าล่ะ เพราะจริงๆตำรวจเป็นเป้าที่เด่นชัดกว่ามาก การเล่นงานตำรวจทำให้มีชื่อเสียงได้ง่าย การทำร้ายตำรวจได้จะเป็นคนดังในทันที ตัวอย่างก็มีให้เห็นกันอยู่ แล้วทุกคนก็จะรุมด่าตำรวจโดยไม่สนว่าไอ้คนที่สร้างเรื่องนี้ขึ้นมาก็ไม่ใช่คนดีเท่าไหร่หรอก

     ย้อนกลับไปที่ว่า ตำรวจเสมือนบุคคลคนหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ตลอดเวลาต้องคอยระวังตัวจากผู้ร้ายมากมายที่ต้องพบเจอไม่พอ ยังต้องระวังกับภัยจากโซเชี่ยลด้วย เพราะแค่ยืนอยู่เฉยๆคุณก็อาจตกเป็นผู้ร้ายได้ในทันที และเรื่องนี้ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว จะทำอะไรสักอย่างก็กลัวที่จะผิดพลาด เพราะที่ผ่านมาประสบการณ์ก็ได้สอนไว้แล้วว่าพลาดไม่ได้ ไม่ว่าจะเรืื่องอะไรก็ตาม หากพลาดขึ้นมาก็ต้องมีอันเป็นไปอย่างแน่นอน ไม่เสียอนาคตก็เสียเวลา


     แล้วในเมื่อความจริงมันเป็นแบบนี้ จะมีใครล่ะจะอยากอุทิศทุกอย่างเพื่อประชาชน สู้คอยระวังตัวไม่ให้มีเรื่องแล้วอยู่จนเกษียณรับบำนาญไปดีไหม ผู้เขียนยังจิตนาการไปถึงว่า วันที่ประเทศนี้ไม่มีตำรวจสักคน หรือแม้จะมี แต่ไม่มีใครอยากจะทุ่มเทตัวเพื่อประชาชน บ้านเมืองนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง ความปลอดภัยจะอยู่ที่ไหน อันตรายจะเต็มไปทั่วทุกหัวระแหง ชีิวิตของทุกคนต้องอยู่อย่างหวาดระแวง กินไม่อิ่ม นอนไม่อุ่นอย่างแน่นอน

     ผู้เขียนเคยได้ยินมาว่า การจะให้ใครสักคนทำดีนั้น คุณต้องชมว่าเขาดี และให้กำลังใจเขา คอยชี้แนะและช่วยเหลือ การดุด่าและเฆี่ยนตีอยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถทำให้ใครสักคนกลายเป็นคนดีได้ เขาจะมีแค่ 2 ทางให้เลือก คือ ก้าวร้าวหรือหวาดกลัว เท่านั้น คุณอยากให้ตำรวจก้าวร้าวหรือหวาดกลัวดีล่ะ ลองเลือกดูครับ

iZA NEWS

วันพุธที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2561

คำเตือนจากผู้พิพากษาเรื่อง "ปืน"

     กฎหมายไทยอนุญาตให้ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะมีและใช้อาวุธปืนได้ ไม่ว่าจะเพื่อป้องกันชีวิตและทรัพย์สิน เพื่อการกีฬา หรือ เพื่อการเก็บ แต่จริงๆแล้วปืนก็คือปืน จะใช้เพื่อการอะไรก็ล้วนแต่สามารถใช้ยิงหัวกระสุนปืนออกไปได้ และสามารถทำร้ายทำลายวัตถุหรือสิ่งมีชีวิตได้เหมือนๆกัน



    ในเมื่อกฎหมายอนุญาตให้มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองได้ ปัญหาจึงไม่ใช่เรื่องการมี  แต่ปัญหามันอยู่ที่การใช้ต่างหาก ผู้พิพากษาท่านหนึ่งได้ให้ข้อมูลไว้ว่า การมีอาวุธปืนไม่ใช่เรื่องยาก ไม่ว่าจะปืนถูกกฎหมายหรือผิดกฎหมาย แต่สิ่งสำคัญคือการที่คนๆหนึ่งจะตัดสินใจใช้อาวุธปืนต่างหาก ไม่ว่าคนๆนั้นจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่มีอำนาจใจการพกพา หรือ ประชาชนธรรมดาที่มีสิทธิ์ในการครอบครอง

     ประมวลกฎหมายอาญาของไทย ระบุไว้ชัดเจนว่าเราทุกคนมีสิทธิ์เสมือนกันอยู่ 1 อย่าง นั่นคือ สิทธิในการ "ป้องกันตัว" การกระทำที่เรียกว่าป้องกันตัวนั้น กฎหมายบอกว่า"ผู้กระทำไม่มีความผิด "หากการกระทำนั้นพอสมควรแก่เหตุ" ่และผู้ที่อ้างว่าป้องกันตัวนั้นไม่ได้เป็นผู้ก่อเหตุหรือร่วมในการก่อเหตุ เช่นสมัครใจยกพวกตีกัน แต่พอสู้ไม่ได้จึงชักอาวุธปืนมายิง
     หากครบตามองค์ประกอบนี้ ผู้ป้องกันตัวจึงไม่มีความผิดใดๆเลย แต่แบบไหนล่ะที่เรียกว่าพอสมควรแก่เหตุ ตอบแบบง่ายๆก็คือ การกระทำหรือการใช้อาวุธในระดับเดียวกัน เช่น หมัดกับหมัด ไม้กับไม้ มีดกับมีด ปืนกับปืน อันนี้แบบคร่าวๆนะครับ รายละเอียดจริงๆยังมีมากกว่านี้เยอะ



     แล้วระดับไหนล่ะถึงจะใช้อาวุธปืนได้ คำตอบคือ ศาลมีดุลพินิจเป็นบรรทัดฐานว่า ปืน เป็นอาวุธโดยสภาพ เป็นอาวุธร้ายแรง สามารถทำอันตรายบุคคลให้ได้รับอันตรายและถึงแก่ความตายได้ในแทบจะทันที เพราะฉะนั้นการที่บุคคลใดตัดสินใจใช้อาวุธปืน จึงจำเป็นต้องมีเหตุผลที่จำเป็นและสมควรแก่เหตุเท่านั้นถึงจะสามารถใช้ได้โดยไม่ผิดกฎหมาย

     "ต้องจำเป็นแค่ไหน" จำเป็นขนาดว่าหากไม่ใช้แล้วอันตรายที่คุุณกำลังเผชิญนั้นจะทำให้คุณถึงแก่ชีวิตได้โดยที่คุณคุณไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว สิทธิ์แห่งการป้องกันตัวโดยใช้อาวุธปืนจนทำให้ผู้ก่อเหตุได้รับอันตรายสาหัส หรือถึงแก่ความตายย่อมเกิดขึ้นทันที เพราะหากคุณไม่ทำตัวคุณเองก็จะกลายเป็นผู้ได้รับอันตรายร้ายแรงหรือถึงแก่ความตายได้ แบบนี้เรียกว่าจำเป็นและพอสมควรแก่เหตุ



     แต่ศาลเองก็มีแนวทางในการพิจารณาที่ละเอียดลงไปมากกว่านี้อีก เช่น จำเป็นแค่ไหนที่ต้องยิงที่หน้าอก ทำไมไม่ยิงที่ขา หรือที่แขน อันตรายนั้นใกล้ชิดขนาดไหน ยิงไปกี่นัด อาวุธที่คนร้ายใช้นั้นคืออะไร และอื่นๆอีกมากมาย หากเราดูคลิปวีดีโอเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ โดยเฉพาะตำรวจในประเทศสหรัฐอเมริกา จะพบว่าตำรวจสามารถใช้อาวุธปืนในการป้องกันตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงมาก ด้วยความที่กฎหมายให้อำนาจไว้ และ ในทางตรงกันข้ามหากตำรวจใช้ในทางที่ไม่ถูกต้องก็จะโดนลงโทษแรงมากเช่นกัน  แตกต่างกับประเทศไทยที่แม้จะมีทั้งกฎหมายและกฎระเบียบให้สิทธิ์ไว้ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว หากมีการใช้อาวุธปืนเกิดขึ้นจะเกิดปัญหาและเรื่องราวติดตามมาอีกมากมาย บางคนถึงกับต้องติดคุกไปแล้วก็มี ทำให้ตำรวจไทยไม่กล้าที่จะใช้อาวุธปืนเพื่อทำการป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น หรือบางครั้งก็แม้แต่ของตัวเอง

     สรุปคือ การมีอาวุธปืนไม่ใช่เรื่องใหญ่ สิ่งสำคัญคือ "คุณต้องรู้ว่าตอนไหนถึงจะใช้ปืน" ทั้งการแสดงให้รู้ว่ามีปืน และ การใช้ให้เหมาะสมกับระดับอันตรายที่เกิดขึ้นตรงหน้า เพราะหากเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นมาคุณจะได้รู้ว่าคุณมีสิทธิ์แค่ไหนที่จะอ้างว่าป้องกันตัวได้ และคุณจะไม่ต้องเดือดร้อนในภายหลัง

iZANEWS.com

วันอังคารที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2561

หลักพิจารณา "ความดีความชอบ" ที่แท้จริงในวงราชการ

     โดยส่วนใหญ่ของคนที่เลือกมาเป็นข้าราชการ มักไม่ใช่คนที่ทางบ้านมีฐานะร่ำรวยนัก หลายๆคนก็มาจากการเป็นเด็กวัด ลูกกำพร้า หรือ คนจากหลากหลายชาติพันธุ์ด้วยซ้ำ และเมื่อเขาเหล่านั้นได้ฝ่าฟันทุกอุปสรรคจนเข้าสู่การเป็นข้าราชการได้แล้ว สิ่งที่เขาเหล่านั้นมักจะมีเป้าหมายคือการเดินทางไปให้ได้ดีที่สุด ไกลที่สุด โตที่สุดในสายงานของตัวเองจนกว่าจะเกษียณและใช้ชีวิตที่เหลือให้มีคุณค่าต่อไป ผมสมมุติว่าคนๆนั้นคือคุณ



     เมื่อแรกที่ได้เข้าสู่โลกแห่งข้าราชการ พลังความคิดและพลังแห่งอุดมการณ์ฉายประกายแวววาวออกมาจากใบหน้าและชุดเครื่องแบบที่คุณกำลังสวมใส่ รอยยิ้มที่สดใส คำพูดที่ไพเราะ ออกมาจากคุณอย่างคนที่เหมาะสมจะเป็นข้าราชการอย่างยิ่ง หนทางนั้นแม้จะมองเห็นอุปสรรคอยู่บ้างแต่คุณก็มักจะเชื่อว่าคุณสามารถก้าวข้ามผ่านมันไปได้ และคุณเองมีโอกาสได้ขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นและมีรายได้มากพอกับที่คุณใฝ่ฝันแน่นอน ในใจคุณจะคิดว่า เด็กบ้านอกคนนึง เด็กวัดคนหนึ่ง หรือคนอย่างฉัน จะทำให้ผู้คนอื่นๆไม่กล้ามาสบประมาทว่าคุณนั้นด้อยความสามารถอีกแล้ว คุณจะมีทุกอย่างดังทีี่ฝันไว้

     และเมื่อคุณเริ่มได้ทำงานไปเรื่อยๆ คุณเริิ่มมองเห็นความเฉื่อยชา ความไม่ถูกต้องบางอย่างในที่ทำงานของคุณ ไม่ว่าจะเป็นรุ่นพี่ที่วันๆแทบไม่ทำอะไรเลย แต่เมื่อพิจารณาความดีความชอบ กลับได้การพิจารณาขั้นเงินเดือนที่ดีเสมอ หัวหน้างานที่วันๆเอาแต่ทำหน้ายักษ์ใส่คุณ เพื่อนร่วมงานที่คอยแต่จะเอาเปรียบคุณทุกอย่าง ประชาชนที่เข้ามาหาคุณราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ คุณเหมือนคนที่ลอยคออยู่ท่ามกลางฝูงฉลาม และคุณเริ่มถามกับตัวเองว่านี่คุณเลือกสิ่งที่ถูกต้องแล้วใช่ไหม ทำไมความดีที่คุณทำถึงให้ผลกับคุณอย่างนี้ คุณทำอะไรผิด เพราะคุณเองก็พยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุดแล้ว แต่ทำไมเมื่อมีการพิจารณาความดีความชอบ คุณกลับเป็นคนที่โดนหลงลืมเสมอ


     นั่นก็เพราะคุณไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงคำว่า "ความดีความชอบ" นั่นเอง คุณพิจารณาประโยคนี้ให้ดี มันประกอบด้วย 2 สิ่ง นั่นคือ "ความดี" และ "ความชอบ" แน่นอน คุณเป็นคนดีและคุณทำแต่ความดีมาตลอดเวลา  คุณกล้าเอาเกียรติบัตรและคำชมเชยมากมายมาแสดงได้ หรือจะเอาใครมายืนยันก็ได้ว่าคุณทำงานได้ดีจริงๆ แต่คุณก็ยังไม่ได้รับผลที่คุณคิดว่าควรจะได้

     แล้วความชอบล่ะ ผมสมมุติว่าเด็กข้างบ้านคุณมี 2 คน ทั้ง 2 คนนิสัยดีมากเหมือนๆกัน แต่คุณชอบคนที่ 1 มากกว่าคนที่ 2 และคุณมีขนมแค่ชิ้นเดียว ขนมชิ้นนั้นมันแบ่งไม่ได้ คุณจะตัดสินใจอย่างไร คุณเป็นคนเดียวที่ีมีอำนาจพิจารณา คุณจะใช้หลักอะไรพิจารณา และคุณจะเล่ือกมอบให้กับใคร



     หรือมีเด็กข้างบ้าน 2 คนเช่นกัน คนแรกนิสัยดีมาก ขยัน ซื่อสัตย์ พูดจาดี และไว้ใจได้ แต่เด็กคนนี้ไม่เคยเข้ามาบีบนวด ไม่เคยมาสวัสดีปีใหม่ ไม่เคยชงกาแฟให้กับคุณเลยในเวลาที่คุณพักผ่อนอยู่กับบ้าน ส่วนเด็กอีกคนทั้งเกเร ทั้งขี้เกียจและไว้ใจไม่ค่อยได้ แต่เจ้าคนที่ 2 นี้ เข้ามาหาคุณทุกครั้งที่มีโอกาส คอยบีบนวด คอยรับอารมณ์เสียๆของคุณไม่ว่าคุณจะด่าจะว่ามันยังไงมันก็ยังไม่เคยห่างไปไหน คอยชงกาแฟ ชงเหล้า และหาทุกอย่างที่คุณต้องการมาให้ แต่คุณก็ยังมีขนมแค่ชิ้นเดียวที่แบ่งไม่ได้เหมือนเดิม คุณจะมอบให้ใคร

     คุณจะคิดได้ 2 อย่าง หากให้ขนมกับเด็กคนแรกที่นิสัยดี เจ้าเด็กคนที่สองก็จะน้อยใจและไม่กลับมาปรนนิบัติดูแลคุณอีก แต่หากให้กับเจ้าเด็กคนที่สอง เจ้าเด็กคนแรกก็จะต้องน้อยใจเหมือนกัน  แต่ก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับคุณมากนักใช่ไหม แถมเจ้าคนที่สองจะต้องคอยดูแลปรนนิบัติคุณให้มากขึ้นเพื่อหวังรางวัลครั้งต่อไปอีก จริงไหมครับ



     นี่คือความจริงของชีวิตข้าราชการ คุณจะมีแต่ความดีอย่างเดียวไม่ได้ หากคุณหวังที่จะเติบโตในอาชีพราชการ คุณต้องมีทั้ง "ความดี" (ซึ่งไม่ได้กำหนดว่ามากหรือน้อยอย่างไร) และสิ่งที่สำคัญที่สุด คุณต้องมี "ความชอบ" ยิ่งเจ้านายชอบคุณมากเท่าไร พลังแห่งความดีก็จะมีผลน้อยลง เพราะความชอบมันมากกว่า จริงไหมครับ

     บทความนี้ผู้เขียนต้องการเพียงบอกความจริงให้สังคมได้รับรู้ และไม่ได้ต้องการให้ข้าราชการไทยทุกคนทำตัวเป็นคนที่มีแต่ความชอบ เพราะผมรู้ว่าคนดีๆในวงราชการที่ไม่นิยมเลียเจ้านายมีอีกมาก และคนเหล่านี้ล้วนเป็นเสาหลักที่เข้มแข็งให้กับประเทศไทย แม้ว่าข้างในจะผุกร่อนด้วยการไร้พลังใจและความคาดหวังในการเจริญก้าวหน้าในหน้าที่เพียงใดก็ตาม  บทความนี้เพียงชี้ช่องให้เห็นว่าโลกแห่งความจริงไม่ได้สวยงามสักเท่าไรสำหรับข้าราชการที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน และคนที่เรียกร้องหาคำว่ายุติธรรมในวงราชการ ซึ่งมันไม่เคยมี

iZA NEWS.com
   

วันเสาร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2561

การุณยฆาต กับ ฆ่าตัวตาย ต่างกันอย่างไร

     การกระทำที่เรียกว่า "การุณยฆาต (Euthanasia)" เริ่มมีการพูดถึงในสังคมไทยมากขึ้น แต่หลายๆคนก็เรียกการกระทำนี้ว่า "การฆ่าตัวตาย (Suicide)"  เดี๋ยวเรามาดูกันไหมครับว่าการกระทำ 2 อย่างนี้ แม้จะได้ผลเช่นเดียวกัน แต่ทำไมถึงแตกต่างกัน และ ใครบ้างที่สามารถทำสิ่งนี้ได้




     การกระทำที่เรียกว่าการุณยฆาต แปลตรงๆก็คือการที่บุคคลหนึ่งถูกกระทำให้ตายโดยบุคคลอื่น (ปกติคือบุคคลาการแพทย์) ซึ่งการกระทำนั้นจะต้องได้รับการร้องขออย่างจริงจังจากผู้ที่ต้องการ ต้องได้รับอนุญาตจากฝ่ายกฎหมาย และ ครอบครัวของผู้ร้องขอนั้นไม่ขัดข้อง การจะทำการร้องขอให้กระทำการการุณยฆาตกับตนเองได้นั้น เป็นไปตามกฎหมายที่ให้สิทธิ์ไว้ และตอนนี้มีแต่เพียงกฎหมายในประเทศฝั่งยุโรปเท่านั้นที่อนุญาตให้ทำสิ่งนี้ได้โดยไม่ผิดกฎหมาย โดยไม่นับรวมถึงการฆาตกรรมหรือถูกกระทำให้ตายโดยคำสั่งศาลให้ประหารชีวิต 

     ผู้ที่ร้องขอให้ทำการุณยฆาตตนเองได้นั้น จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยว่าอาการหรือโรคที่เป็นอยู่นั้้นไม่สามารถจะรักษาได้และหากปล่อยทิ้งไว้เนิ่นนานก็เป็นการสร้างทุกข์เวทนาให้กับตัวผู้ป่วยนั้นเป็นอันมาก แต่หากว่าผู้ป่วยนั้นต้องการที่จะต่อสู้เพื่อมีชีวิตต่อไปแม้จะรู้ว่าอาการหรือโรคที่เป็นอยู่นั้นไม่มีทางหายแพทย์หรือใครก็ไม่สามารถที่จะให้ผู้ป่วยนั้นจบชีวิตตัวเองลงได้ เว้นแต่ว่าผู้ป่วยนั้นอยู่ในสภาวะที่ไม่รู้สึกตัวแล้ว และไม่สามารถที่จะทำให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้โดยคำวินิจฉัยแพทย์ กรณีนี้ ญาติของผู้ป่วยสามารถที่จะร้องขอให้ทำการการุณยฆาตแก่ผู้ป่วยได้



     การกระทำการุณยฆาตนั้น กฎหมายในประเทศแถบยุโรปอนุญาตให้กระทำได้ 2 แบบคือ 1 กระทำให้เสียชีวิตลงด้วยวิธีการที่ไม่เจ็บปวดทรมาน เช่น การใช้สารเคมีที่ทำให้หลับแล้วหยุดหายใจลงไปในทันทีโดยวิธีการฉีดเข้าเส้นเลือด(เหมือนกับการประหารชีวิตโดยเจ้าหน้าที่ตามคำสั่งศาล) หรือ การหยุดการรักษาทั้งหมดไว้แล้วทำเพียงแค่การประคับประคองไม่ให้เจ็บปวดมากนัก และให้ถึงวาระสุดท้ายไปโดยสงบด้วยตัวของผู้นั้นเอง 

     การกระทำที่เรียกว่าการุณยฆาตนั้นจึงเต็มไปด้วยกฎหมายและหลักเกณฑ์มากมายกว่าที่จะสามารถลงมือทำได้ และประเทศส่วนใหญ่รวมทั้งบุคลากรทางการแพทย์ ยังไม่ค่อยยอมรับกับการทำสิ่งนี้มากนัก เพราะเขาเหล่านั้นถูกปลูกฝังมาให้มีหน้าที่ปกป้องรักษาชีวิตเพื่อนมนุษย์โดยไม่แบ่งแยกว่าเป็นใคร แต่การกระทำการุณยฆาตนั้นเป็นการกระทำที่สวนทางโดยสิ้นเชิง แม้ผู้ร้องขอจะได้รับทุกข์เวทนาอย่างมากมายเพียงใดก็จะต้องรักษาชีวิตไว้ให้ได้


   แล้วการฆ่าตัวตายล่ะ เราต่างก็รู้ดีว่าการกระทำแบบนี้มักเกิดจากการกระทำของผู้นั้นเอง ซึ่งมีมากมายหลากหลายรุปแบบ ขึ้นอยู่กับสภาวะและโอกาสของคนผู้นั้นว่าจะสามารถทำสิ่งใดได้ คนส่วนใหญ่ที่ฆ่าตัวตายมักจะอยู่ในสภาวะจิตใจไม่เป็นปกติ ทั้งเกิดจากการเหนื่อยล้าทางกายและใจ การไร้กำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ โดยบางครั้งก็มีสาเหตุจากอาการเจ็บป่วยทางกายและจิตใจร่วมด้วย ทั้งนี้ไม่มีกฎหมายใดในโลกที่อนุญาตหรือส่งเสริมให้บุคคลใดทำการฆ่าตัวตาย เว้นแต่ที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ที่มีกฎหมายที่แตกต่างไป โดยมีการอนุญาตให้กระทำการฆ่าตัวตายโดยมีผู้ช่วยได้ และเขาเรียกการกระทำเช่นนี้ว่า Assisted suicide (การฆ่าตัวตายโดยมีผู้ช่วย) การกระทำที่ว่านี้คืออนุญาตให้มีผู้ช่วยเหลือได้ เช่น ผสมยาให้ อยู่ใกล้ชิด ให้กำลังใจ ปลอบประโลม แต่มีข้อแม้ว่า ผู้ป่วยต้องกระทำด้วยตัวเอง เช่นยกถ้วยยาขึ้นนดื่มด้วยตนเองเท่านั้น ห้ามไม่ให้ป้อนให้กินโดยเด็ดขาด และจะต้องได้รับอนุญาตจากรัฐแล้วเท่านั้นจึงจะทำได้


     สุดท้ายนี้ แม้ผู้เขียนจะไม่เคยได้อยู่ในสถาณการณ์ยากลำบากของใครที่ทำให้ต้องตัดสินใจร้องขอการการุณยฆาตกับตนเอง และไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการตัดสินใจปลิดชีวิตของตนเองด้วยการฆ่าตัวตาย แต่ก็อยากจะบอกทุกๆคนไว้ว่าหากยังไม่ถึงที่สุดของชีวิต สู้ยังไม่ถึงที่สุด อย่าเพิ่งยอมแพ้อะไรง่ายๆ ขอให้สู้ทุกครั้งที่แพ้ ลุกขึ้นทุกครั้งที่ล้ม เพราะหากแพ้อีก ล้มอีก ก็ไม่ได้มีอะไรต่างจากเดิมแต่หากสามารถชนะได้สักครั้งเราจะมองเห็นโลกในมุมที่สวยขึ้น การคบเพื่อนดีๆ อยู่ในสังคมดีๆ หรืออย่างน้อยก็คิดดีๆ จะสามารถช่วยให้เรามองเห็นสิ่งดีๆในโลกได้มากขึ้น จงจำไว้ว่า "คุณจะมองเห็นในสิ่งที่คุณมองหา " ขอให้ทุกคนที่อ่านบทความนี้มีความสุขใจ และสุขกายในชีวิตเพ่ิมมากขึ้นๆทุกๆคนครับ

     บทความทั้งหมดนี้เป็นความเข้าใจของผู้เขียนที่หาความรู้จากแหล่งต่างๆมาผสมผสานกัน แต่ไม่รับรองว่าทั้งหมดจะเป็นเรื่องที่ถูกต้องแบบ 100% บทความนี้จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงใดๆได้

                                                   Teddy of Zad Channel

วันพฤหัสบดีที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2561

ประวัติศาสตร์กว่า100 ปี วันสตรีสากล

     วันสตรีสากล เป็นวันสำคัญวันหนึ่งที่หากมองจริงๆแล้ว อาจจะยกให้เสมือนตัวแทนของวันเลิกทาส วันปลดแอกให้กับผู้หญิงท้ั้งโลกกันเลยทีเดียว โดยเฉพาะในบางสังคม และบางความเชื่อทางศาสนา ปิดกั้นโอกาสของผู้หญิง ทั้งเรื่องการมีสิทธิ์มีเสียงในครอบครัว ในสังคม การศึกษา และบางครั้งยังถูกมองว่าเป็นเพียงสิ่งของที่สามารถใช้ทำสิ่งใดหรือหยิบยกให้ใครก็ได้

     การกำเนิดของวันสตรีสากลไม่ใช่ว่าเพิ่งมี แต่แท้จริงแล้วการต่อสู้เพื่อสิทธิ์อันชอบธรรมในฐานะของสตรี ได้มีมากว่า 100 ปีแล้ว แต่หลายคนไม่รู้ว่าการเริ่มต้นจากอดีตของวันสตรีสากลนั้นเริ่มต้นอย่างไร ผู้เขียนขอนำคลิปวีดีโอจาก Youtube หลายๆคลิปวีดีโอให้มาเล่าเรื่องแทน เพื่อที่ผู้อ่านจะได้รับทราบเรื่องราวได้โดยละเอียดมากกว่า ขอเชิญชมครับ




วันพุธที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2561

ตำรวจไทย ทำดีไม่ได้ดีจริงไหม

     กระแสโซเชี่ยลเกี่ยวกับวงการตำรวจตอนนี้ไมีน่าจะมีอะไรแรงกว่าการที่ พ.ต.อ.กันตพงษ์ นิลขำ ผู้กำกับการสถานีตำรวนภูธรบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุทธยา ที่ได้กล่าววลีเด็ดลงสื่อโซเชี่ยลถึงความไม่ยุติธรรมของวงการตำรวจ หลังจากโดนคำสั่งให้ย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ด้านธุรการประจำสำนักงบประมาณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่นัับรวมกรณีผู้มีบุญญาธิการที่ได้รับแต่งตั้งสูงขึ้นในพื้นท่ี่เกรดเอต่างๆ เพราะเรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ต้องมานั่งเดากัน



     สำหรับตำรวจแล้ว การโดนย้ายจากหัวหน้าสถานีตำรวจขนาดใหญ่ไปอยู่งานเอกสารประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้น ถือว่าเป็นการลงเกรดอย่างแรง หรือถือเป็นการลงโทษกันได้เลยทีเดียว สาเหตุเบื้องลึกเบื้องหลังนั้นข้อเท็จจริงน่าจะยากเกินกว่าจะหาคำตอบที่ชัดเจนได้ เพราะวงการตำรวจนั้นเต็มไปด้วยระบบเจ้าขุนมูลนาย ระบบอุปถัมภ์ ระบบบุญคุณ และ ระบบอุบาทว์อะไรอีกมากมายนัก ไม่นับระบบหน้าบ้านหลังบ้าน และ ข้างบ้านของผู้เป็นใหญ่ทั้งในและนอกวงการอีกด้วย

     ตัวของ พ.ต.อ.กันตพงษ์ นั้นก็ได้แสดงภาพผลงานและรางวัลต่างๆที่ได้กระทำลงไปในขณะปฏิบัติหน้าที่ ผู้กำกับการ สถานีตำรวจภูธรบางบาล  ซึ่งล้วนแต่เป็นผลงานทางด้านบวกทั้งสิ้น แต่นั่นก็ไม่เพียงพอที่จะรักษาเก้าอี้ของตัวเองไว้ได้ แต่หากมองลึกเข้าไปถึงเบื้องหลังภาพขาวที่ปรากฎไว้นั้น หลายเสียงเล่าลือกันไว้ บอกว่ามีเรื่องราวสีเทา และ สีดำซ่อนไว้อยู่ในพื้นที่บางบาลอีกมากมายที่คนในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียงต่างก็รู้ดีว่ามันคืออะไร

     ด้วยเพราะเหตุนี้หากตำรวจจะโดนย้ายแบบลดเกรดสักครั้ง จึงเป็นเรื่องที่อาจต้องหาคำตอบกันมากมายเลยทีเดียวว่าตัวเองไปทำอะไรผิดมา หากใครรู้ตัวว่าไปสะดุดกับอะไรเข้าก่อนที่จะมีคำสั่งโยกย้ายก็ยังอาจจะพอช่วยเยียวยาให้บรรเทาเบาบางโทษนั้นได้บ้าง แต่หากไม่รู้ตัวเลยว่าไปทำอะไรมา กว่าจะรู้ตัวคำสั่งย้ายก็ออกมาซะแล้ว แบบนี้ก็ลำบากหน่อย


   
    มาสู่คำว่า "ทำดีไม่ได้ดี" นั้น ผู้เขียนมองตามมุมมองของพระพุทธศาสนาอีกเช่นกัน คำว่าทำดี กับ ได้ดี นั้น แท้จริงแล้วเป็นเหตุและผลที่สมกันแล้ว ไม่มีใครทำดีแล้วไม่ได้ผลกรรมแห่งความดี และไม่มีใครทำเลวแล้วไม่ได้รับผลกรรมแห่งความเลวนั้นเช่นกัน แต่ทำไมคนทำดีถึงไม่รุ่ง ทำไมคนทำเลวกลับเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว นั่นก็เพราะมันยังไม่ถึงเวลาเท่านั้นเอง ทางพุทธศาสนามีความเชื่อในเรื่องบาปและบุญจากอดีตชาติ คนที่เขาทำเลวแล้วแต่ยังรุ่งเรืองอยู่ในปัจจุบันได้ นั่นก็เพราะผลบุญจากอดีตกำลังส่งผลให้กับเขาผู้นั้น และเหตุที่ทำให้คนดีๆ ทำดีๆในทุกวันนี้ไม่ได้ดี นั่นก็เพราะเหตุผลของผลบุญและบาปจากอดีตชาติเช่นเดียวกันนั่นเอง และแน่นอนที่สุด ไม่ว่าสิ่งใดเกิดขึ้นมาแล้ว ย่อมมีวันดับไป บาป และ บุญ ของแต่ละคนก็เช่นกัน เมื่อวันที่บุญหมด กระแสแห่งบาปก็จะแสดงผลของมันออกมาอย่างทันที และก็เช่นเดียวกัน หากผลกรรมของบาปที่เราได้สร้างไว้แต่อดีตชาติหมดลง กำลังแห่งบุญที่เราได้สร้างไว้ก็จะแสดงผลให้กับเราเช่นกัน
   
     ไม่ว่าจะอยากได้หรือไม่อยากได้ ผลแห่งบุญและบาปนั้นย่อมมาถึงอย่างแน่นอนอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ เพียงแค่ช้าหรือเร็วเท่านั้น เปรียบได้กับการที่เราเจอกับคู่ชีวิต หรือ เพื่อนของเรา บางคนอยู่ห่างไกลกันถึงครึ่งโลกก็มาเจอกันได้มาเป็นคู่ชีวิตกัน ทั้งๆที่ไม่ได้คิดและไม่ควรได้มาเจอกันเลย ก็กลับเจอกันจนได้ นั่นก็เพราะผลแห่งบุญและบาปที่เราได้กระทำไว้แต่อดีตชาตินั่นเอง



     หากใครมีความคิดว่า ทำดีแต่ไม่ได้ดีนั้น ผู้เขียนอยากให้เปลี่ยนความคิดเสียใหม่ การทำดีแล้วคิดว่าไม่ได้ดี ส่วนใหญ่มักเกิดจากการคาดหวังของตัวเราเองว่าเมื่อทำดี ผลกรรมแห่งความดีนั้นต้องปรากฎผลในทันที ซึ่งในความเป็นจริงแล้วอาจจะใช่หรือไม่ใช่ก็ได้ อาจจะปรากฎผลภายในชาตินี้หรือชาติหน้าก็ได้ เพราะฉนั้น หากทำดีในวันนี้แล้วหวังว่าพรุ่งนี้ผลแห่งกรรมดีนี้ต้องปรากฎ อันนี้อยากให้เผื่อใจไว้บ้าง โดยเฉพาะคนที่ทำดีแต่ในใจไม่ได้คิดดีไปด้วย  หลายๆคนทำดีเพราะอยากได้ภาพพจน์ที่ดูดี แต่แท้จริงในใจไม่รู้คิดอะไรอยู่

     และอีกสิ่งที่ผู้เขียนอยากบอกทุกคนไว้ โดยเฉพาะคนที่เป็นตำรวจ หากจะทำดี ขอให้คิดว่าทำเพราะว่ามันดี ไม่ใช่ทำเพราะอยากได้ดี อยากได้ขั้น อยากได้การเชิดชูเกียรติ์ อันนั้นไม่ใช่ความดีอย่างแท้จริง และผลแห่งความดีนั้นก็ไม่ได้มีความถาวรอะไร แต่หากทำดีเพราะว่ามันดีจึงได้ทำ และทำแบบนี้บ่อยๆซ้ำๆจนกลายเป็นนิสัย เป็นสันดาน โดยไม่สนใจว่าจะได้อะไรจากการทำดี  นั่นจึงเป็นความดีที่แท้จริง และมันจะแสดงออกมาทางคำพูด กิริยาท่าทาง สายตา ความคิดของคนผู้นั้น อยู่ที่ไหนก็ได้รับความรักความเคารพจากประชาชนและตำรวจด้วยกันอย่างแท้จริง  แม้ในชีวิตจะประสบวิบากกรรมบ้างก็เป็นไปตามแรงแห่งกรรมจากอดีตชาตินั่นเอง หาใช่เพราะความชั่วหรือความดีในปัจจุบันแต่เพียงอย่างเดียว และหากคนผู้นั้นมีแรงกรรมดีส่งเสริมไว้อยู่มาก เมื่อวิบากแห่งกรรมชั่วได้อ่อนแรงลง เพราะปัจจุบันชาติไม่ได้ก่อกรรมชั่วเพิ่ม  มาส่งเสริมกับแรงความดีที่ได้สร้างมาใหม่ในปัจจุบัน ต่อให้ท่านไม่อยากได้ดีท่านก็หนีไปไหนไม่พ้น เพียงแต่จะส่งผลให้ประจักษ์ชัดในรูปแบบใดเท่านั้นเอง บางคนก็ได้พบคนดีๆมาเป็นเนื้อคู่ บางคนก็ได้มีผู้ใหญ่มาคอยดูแล บางคนก็อาจจะถูกหวยรวยเบอร์ไปก็ได้



     หากเราห้ามฟ้าไม่ให้ร้องไม่ได้ ห้ามฝนไม่ให้ตกไม่ได้ ห้ามแผ่นดินไม่ให้ไหวไม่ได้ ก็จงทำใจยอมรับว่าทุกสิ่งล้วนเกิดแต่เหตุแต่ปัจจัย ทั้งในอดีตและปัจจุบันของแต่ละคน หากมัวแต่ไปคิดเคียดแค้นโชคชะตา ธรรมชาติ และผู้คนอื่นๆ ก็รังแต่จะทำให้เจ็บหัวใจมากขึ้น และแน่นอนว่าย่อมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพราะทั้งหมดล้วนเป็นแต่ปัจจัยภายนอกที่เราไม่สามารถควบคุมได้ สิ่งเดียวที่เราสามารถควบคุมได้คือใจของเรานั่นเอง เพราะฉนั้นวันนี้ ขอให้เชื่อว่าทำดีแล้วจะได้ดีอย่างแน่นอน เพียงแต่เมื่อไรเท่านั้น และขอให้ทำดีเพราะว่ามันดีจึงได้ทำ ใครจะเห็นไม่เห็นไม่เป็นไร ใจเรารู้ดี ขอให้สะสมความดีวันละเล็กละน้อย เหมือนการหยอดกระปุกออมสินด้วยเหรียญบาท เหรียญสลึก สักวันหนึ่งมันก็จะเยอะมากพอ ขอเพียงเริ่มหยอดลงและหยอดไปอย่างสม่ำเสมอเท่านั้นเอง

วันพฤหัสบดีที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2561

คดีหวย 30 ล้าน ทำไมคนมีหลักฐานถึงโดนจับ

     จบเกมแรกไปแล้วสำหรับคดีหวย 30 ล้าน เมื่อตำรวจขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหาหลักในคดีคือ ครูปรีชา และ เจ๊บ้าบิ่น และได้เข้าทำการจับกุมครูปรีชาถึงโรงเรียน ซึ่งครูเองก็เหมือนจะรู้ตัวอยู่แล้วและไม่ได้หนีไปไหน แต่นี่ก็เพียงแค่เกมแรกเท่านั้น เกมที่สำคัญที่สุดคือการต่อสู้กันในชั้นศาลต่างหาก

     หลายๆคนคงเห็นกันในภาพข่าวจากหลายๆสำนักว่าครูปรีชาเองได้แสดงหลักฐานมากมาย เป็นแฟ้มใหญ่ หนา จำนวนหลายแฟ้ม และยืนยันมาโดยตลอดว่าตัวเองเป็นฝ่ายที่ถูกต้องแน่นอน เป็นเจ้าของหวยนัั้นอย่างแท้จริง แต่ทำไมแฟ้มหลักฐานเหล่านั้นถึงไม่ได้ช่วยอะไรครูเลย กลับกลายเป็นตัวครูเสียอีกที่โดนตำรวจกองปราบปรามจับและคัดค้านการประกันตัวอย่างสุดฤทธิ์ ต่างกันกับฝ่าย ร.ต.ท.จรูญ ที่ไม่เคยได้แสดงหลักฐานใดๆเลย กลับอยู่ดีมีสุขแบบไม่เดือดร้อนอะไร



     ในการพิจารณาคดีนั้น ไม่ว่าจะชั้นต้นตั้งแต่การรับแจ้งความ การสืบสวน การสอบสวน อัยการ และการพิจารณาคดีในชั้นศาลอันถือเป็นที่สิ้นสุดนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ "พยานหลักฐาน" พยานหลักฐานนั้นแบ่งเป็นหลักๆได้ 4 ประเภทคือ พยานบุคคล พยานเอกสาร พยานวัตถุ และพยานผู้เชี่ยวชาญ ตัวบุคคลที่เป็นพยานนั้น แบ่งเป็น 4 ประเภทดังนี้
     1.ประจักษ์พยาน คือผู้ที่ อยู่และรู้เห็นเหตุการณ์นั้นด้วยตัวเองอย่างชัดเจน  ซึ่งเป็นพยานโดยตรง และเป็นพยานชั้น 1 ที่ศาลรับฟังได้ทันที เช่น นาง บ. ขายหวยให้ นาย ป. ด้วยตัวเอง และ สามารถจดจำหมายเลขที่ขายไปนั้นได้อย่างแม่นยำ เพราะ นาย ป.มาซื้อประจำ และ จำเลขนั้นได้เพราะ นาย ป.ได้สั่งจองไว้
     2.พยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณี หรือเรียกสั้นๆว่า พยานแวดล้อม คือผู้ที่อยู่ใกล้เคียงกับเหตุการณ์ ได้รับทราบเหตุการณ์นั้นส่วนหนึ่ง แต่ไม่ได้เห็นเหตุการณ์นั้นด้วยตัวเองอย่างชัดเจน เช่น นาง จ.เห็น นาย ป. มาซื้อหวยที่ นาง บ. ในวันเวลานั้น แต่ไม่เห็นว่าเป็นเลขอะไร จำนวนกี่ใบ  แม้เป็นพยานชั้น 2  ศาลก็สามารถที่จะรับฟังได้แต่มักจะต้องประกอบด้วยหลักฐานอื่นๆเพิ่มเติม  กรณีนี้ หากพิสูจน์เรื่องนาย ป.มาซื้อหวยจากนาง  บ.จริงหรือไม่ นาง จ.จะเป็นประจักษ์พยาน แต่หากพิสูจน์เรื่อง ตัวเลข หรือ จำนวนหวย นาง จ.จะเป็นเพียงพยานแวดล้อมเท่านั้น
     3.พยานบอกเล่า ตามชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าไม่ได้เห็นเอง ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์เอง แต่ได้รับฟังเขามาอีกที เช่น นาง บ. บอกกับ นาย ก. ว่า นาย ป. มาซื้อหวยไปและถูกรางวัลที่ 1 เป็นเงิน 30 ล้านบาท นาย ก.ก็เป็นพยานบอกเล่า เพราะไม่ได้รู้เห็นเรื่องทั้งหมดจริงๆ  เพียงแต่ได้รับการบอกเล่าจาก นาง  บ.เท่านั้น พยานประเภทนี้จะได้รับความเชื่อถือน้อย แต่ก็สามารถนำมาฟังประกอบกับพยานหลักฐานอื่่นๆได้
     4.พยานผู้เชี่ยวชาญ  พยานประเภทนี้มักจะได้รับความน่าเชื่อถือ หากพยานนั้นเชี่ยวชาญด้านที่เกี่ยวข้องกับคดีนั้นจริงๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้มีความรู้ในด้านอื่นๆสูง เพียงแต่รู้เห็นในเรื่องนั้นอย่างแท้จริง เช่น เลขา ได้รับข้อความสั่งงานด้วยตัวอักษรเขียนด้วยมือจากนายจ้างผู้นั้นเป็นประจำ จนจดจำลายมือและวิธีการเขียนของนายจ้างนั้นได้อย่างแม่นยำ ก็สามารถเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นได้ ในกรณีหวย 30 ล้านนี้ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ที่ได้ทำการตรวจสอบลายนิ้วมือและ DNA ที่อยู่บนใบหวยนั้นเป็นพยานผู้เชีี่ยวชาญที่ได้ทำการตรวจสอบด้วยหลักทางวิทยาศาสตร์อันน่าเชื่อถือ


     พยานเอกสาร  ก็คือข้อความต่างๆที่มีการกล่าวอ้างมาเป็นพยาน ไม่ว่าจะเป็นคำกล่าวหมิ่นประมาททางเฟสบุค ไลน์ หรือ ข้อความในรูปถ่าย เอกสารทางราชการ  ที่มีข้อความที่มีความหมายให้อ่านได้ ในเรื่องหวย เลขหวย ที่อยู่ในใบหวยนี้คือพยานเอกสาร

     พยานวัตถุ คือ วัตถุสิ่งของที่คู่ความอ้างเป็นพยาน และ การอ้างสถานที่ให้ศาลตรวจสอบก็อยู่ในความหมายของวัตถุพยานด้วย และในกรณีคดีหวย 30 ล้านนี้ ใบหวยนี้คือพยานวัตถุ

     เนื่องจากบทความนี้ผู้เขียนไม่ได้มีจุดประสงค์ให้ความรู้ด้านกฎหมายโดยละเอียด จึงอธิบายคร่าวๆด้วยภาษาง่ายๆไว้เพียงเท่านี้ แล้วเรามาเข้าเรื่องของเราต่อ

     แล้วทำไมครูปรีชาซึ่งอ้างว่ามีหลักฐานมากมายถึงกลายเป็นคนถูกตำรวจจับ นั่นก็เพราะพยานหลักฐานสำคัญที่มีทั้งหมดของฝ่ายครูเป็นพยานบุคคล และที่สำคัญที่สุด พยานบุคคลเหล่านั้นไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ให้การไม่สอดคล้องกับเหตุการณ์ตามที่กล่าวอ้าง และไม่มีความชัดเจนมากพอ แถมยังมีคลิปเสียงหลุดออกมาให้น้ำหนักคำให้การและคำกล่าวอ้างของครูดูไม่จริงมากยิ่งขึ้น โดยพยานสำคัญที่อ้างว่าเป็นประจักษ์พยานเช่นเจ๊บ้าบิ่นนั่น ยังเป็นที่น่าเคลือบแคลงสงสัยว่าเป็นผู้เปิดเผยคลิปเสียงนั้นออกมาเองด้วยไหม ยิ่งในด้านพยานเอกสารและพยานวัตถุยิ่งไม่มีความน่าเชื่อถือเลย เพราะไม่ปรากฎลายนิ้วมือและ DNA ของครูติดอยู่ที่ใบหวย อีกทั้งตามกฎหมายแล้ว การที่ทรัพย์ไม่มีทะเบียน เช่น หวย หนังสือ จานข้าวฯ หากหายไปเจ้าของต้องรีบไปแจ้งความทันที กรณีนี้ หากครูไปแจ้งความไว้ก่อน โดยจดจำหมายเลขได้ และมีเจ๊บ้าบิ่นไปเป็นพยานก่อนวันหวยออก เชื่อว่าเกมนี้ไม่จบลงแบบนี้แน่ๆ แต่ทางฝ่ายครูกลับไปแจ้งความเป็นหลักฐานไว้หลังวันหวยออก ซึ่งทำให้มีน้ำหนักน้อยและไม่น่าเชื่อถือในทางกฎหมาย ทั้งในสลากนั้นก็ระบุไว้ชัดเจนว่าจะจ่ายรางวัลให้กับผู้ที่นำสลากฉบับที่ถูกรางวัลไปขึ้นรางวัล ทำให้ความน่าจะได้เปรียบไปตกอยู่กับฝ่าย ร.ต.ท.จรูญเกือบทั้งหมด

                                                                   วิธีดูหวยปลอม



     แม้ตำรวจจะเข้ามาทำการช่วยเหลือในคดีนี้ แต่ตัวตำรวจเองกลับทำให้คดีนี้ดูมีข้อน่าสงสัยมากขึ้น จนทำให้นายตำรวจใหญ่และไม่ใหญ่หลายนายถูกสัั่งย้ายไปอยู่ที่อื่นโดยขาดจากตำแหน่งเดิมจนไม่สามารถเข้ามายุ่งเกี่ยวอะไรกับคดีได้อีกก่อนที่คดีทั้งหมดจะถูกโอนไปให้ตำรวจจากกองปราบปรามดำเนินการ จนสามารถสะสางเรื่องวุ่นวายนี้จนจบกระบวนความในชั้นตำรวจไปได้

     คดีนี้ ในทรรศนะของผู้เขียนได้บทเรียนหลายอย่างซึ่งจะมาเล่าให้คุณผู้อ่านได้ทราบ 
อันดับแรก ตำรวจยังคงเป็นที่พึ่งได้เสมอ แม้จะไม่ใช่ทุกคนก็ตาม
อันดับสอง อย่าเชื่อทันทีที่ได้รับทราบข้อมูลแม้คนให้ข้อมูลจะน่าเชื่อถือเพียงใด
อันดับสาม ซื้อหวยเมื่อไร ทำหลักฐานไว้ทันที ไม่ว่าจะเขียนชื่อ แปะลายนิ้วมือ หรือ เลียไว้ก็ได้

     บทความทั้งหมดนี้มีจากการวิเคราะห์ด้วยตัวผู้เขียนเอง ไม่สามารถใช้ในการอ้างอิงใดๆได้ทั้งสิ้น และไม่ได้มุ่งชี้ว่าใครผิดใครถูก เป็นเพียงการวิเคราะห์เหตุการณ์ พยานหลักฐาน ตามข้อมูลที่ได้รับจากสื่อต่างๆมาเท่านั้น แต่ผู้เขียน Zad Channel ยังคงสงวนลิขสิทธิ์บทความนี้ไว้อย่างสมบูรณ์ มิอนุญาตให้นำไปใช้เพื่อได้รับผลประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น เว้นแต่เพื่อการศึกษาหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆตอบแทน

วันอังคารที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ตำรวจกับการฆ่าตัวตาย

     พล.ต.อ.สล้าง บุญนาค อดีต รองอธิบดีกรมตำรวจ(สำนักงานตำรวจแห่งชาติในปัจจุบัน) กลายเป็นข่าวใหญ่อีกครั้งด้วยการฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดลงมาจากที่สูงในห้างสรรพสินค้า พร้อมด้วยจดหมายสั่งเสียก่อนจบชีวิตลง ทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องนโยบายบางอย่างของรัฐบาล

     แม้ว่า พล.ต.อ.สล้าง จะผ่านชีวิตการรับราชการตำรวจมาอย่างโชกโชน ไม่ว่าจะสายบู๊ และ สายบุ๋น ตลอดจนหลังจากเกษียณแล้วยังมีบทบาทหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับด้านการเมืองและนโยบายต่างๆของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ไม่มีใครคาดคิดว่า พล.ต.อ.สล้าง จะเลือกเส้นทางสุดท้ายของชีวิตด้วยวิธีนี้ ทำให้ผู้เขียนยังย้อนนึกไปถึงบรรดาข้าราชการตำรวจของไทยจำนวนมาก ที่เลือกจบชีวิตของตัวเองลงไปด้วยวิธีการต่างๆเช่นกัน และ ตั้งคำถามกับตัวเองว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับข้าราชการตำรวจของไทยกันแน่



     จากบทความก่อนของผู้เขียน เรื่อง "ตำรวจ อาชีพที่น่ารังเกียจ" ทำให้ได้พบว่าจริงๆแล้วนอกจากปัญหาที่ถูกซุกซ่อนอยู่ใต้พรมของตำรวจที่มีมากมายจนแทบจะใหญ่กว่าพรมที่ปิดไว้อยู่แล้วนั้น ปัญหาบนพรมก็ยังมีมากมายมหาศาล จนตำรวจหลายคนเลือกที่จะทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลังเพื่อจบปัญหาที่แบกรับไว้จนเกินจะทนไปปีละไม่น้อย

     สถิติการฆ่าตัวตายของตำรวจไทยนับวันมีแต่จะเพิ่มขึ้นไม่ว่าจะสายงานใด หรือ ยศ ตำแหน่งใดก็ตาม หากเรามาวิเคราะห์หาสาเหตุของการตัดสินใจของเขาเหล่านั้นแล้ว พอจะมองกว้างๆได้ดังนี้

     1. การเข้าถึงอาวุธปืนได้ง่าย
         ปฏิเสธไม่ได้ว่าตำรวจกับอาวุธปืนเป็นของคู่กัน เพราะตำรวจเป็นบุคคลที่ได้รับอนุญาตให้พกอาวุธปืนติดตัวได้ตลอดเวลาหากอยู่ในขณะปฏิบัติหน้าที่ที่ต้องใช้อาวุธปืนป้องกันตัว ทั้งในและนอกเครื่องแบบ และทุกสายงาน เพราะตำรวจมีอำนาจการสืบสวนคดีอาญาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งไม่ได้แยกว่าตำรวจสายงานใดโดยเฉพาะที่มีอำนาจสืืบสวน นั่นจึงหมายถึงตำรวจทุกคน ทุกสายงาน ทุกชั้นยศ ล้วนมีอำนาจสืบสวน ตรวจค้น จับกุม  เหมือนกันทั้งสิ้น จึงไม่แปลกที่ตำรวจธุรการจะมีปืนไว้ในครอบครอง หรือ แม้กระทั่งพกปืนติดตัวขณะทำงาน เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์เฉพาะหน้าเกิดขึ้น ตำรวจคนนั้นก็ต้องเข้าทำการระงับเหตุ หรือแม้แต่ยิงต่อสู้กับคนร้ายได้ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจธุรการหรือสายปราบปรามก็ตาม เพราะคนร้ายเองก็ไม่ได้เคยมาถามก่อนว่าเป็นตำรวจสายไหน แล้วด้วยความที่มีอาวุธปืนอยู่กับตัว ยามใดที่เขาคิดว่าชีวิตนั้นถึงที่สุดแล้ว การใช้อาวุธปืนน่าจะเป็นทางออกที่รวดเร็วและเจ็บปวดน้อยที่สุด 

     2. หนี้สิน
        ปัญหาหนี้สินเป็นปัญหาอันดับต้นๆของการตัดสินใจทำเรื่องผิดๆ หรือ แม้แต่การฆ่าตัวตายของตำรวจไทย  ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? เขาใช้เงินเกินตัว ติดพนัน เจ้าชู้ หรือป่าว ตอบได้เลยว่าบางส่วนก็เป็นเช่นนั้นจริง แต่หากมองในภาพรวมแล้ว ตำรวจเป็็นอาชีพที่หากใครเข้ามาแล้วต้องมีต้นทุนพอสมควร ต้นทุนแรกๆเลยคือค่าชุดเครื่องแบบ หมวก รองเท้า เครื่องหมายต่างๆ อุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็น ปืน วิทยุสื่อสาร กุญแจมือ โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ ปรินเตอร์ กระดาษ รถ หรือบางทีแม้แต่โต๊ะ เก้าอี้ ก็ต้องซื้อเองทั้งหมดทั้งสิ้น บางแผนกถึงกับต้องจ่ายค่าไฟเองก็มี ถามว่าทางของทางราชการมีให้ใช้ไหม มีครับ แต่มีแค่บางอย่างและไม่เคยพอ ทั้งส่วนใหญ่อยู่ในสภาพเสื่อมโทรมจนไม่สามาถใช้งานได้ ทำให้ตำรวจต้องจัดหามาเอง แต่ด้วยรายได้อันน้อยนิดของตำรวจใหม่ๆที่แทบไม่พอค่าอาหารยาไส้ทำให้ต้องเกิดการกู้ยืมกันขึ้นมา และ ด้วยดอกเบี้ยมหาโหดของสถาบันการเงินต่างๆทำให้การส่งระยะยาวแทบไม่ได้ลดเงินต้นลงเลย และ ยิ่งอยู่นานก็มักจะมีหนี้สินเพิ่มมากขึ้นจากความจำเป็นต่างๆที่เกิดขึ้นเพิื่อให้เขาดำรงการทำงานอยู่ได้เพราะไม่เคยได้รับการเหลียวแลจากผู้มีอำนาจทั้งหลาย ไม่เหมือนกับข้าราชการอื่นๆ เช่นครู ที่มีโครงการต่างๆเข้ามาช่วยเหลือปัญหาหนี้สินมากมาย จนเมื่อปริมาณหนี้สินนั้นขมึงเกลียวบีบรัดจนถึงจุดสุดท้าย เขาก็เลือกที่จะจากไป 


     3. ปัญหาครอบครัว
         แน่นอนว่าหาใช่เพียงตำรวจเท่านั้นที่มีปัญหา ใครๆก็มีปัญหาแบบนี้ทั้งนั้นไม่ว่าจะอาชีพอะไร แต่ทำไมอาชีพตำรวจถึงมีปัญหาครอบครัวมากกว่าล่ะ เราลองมาดูกัน ผมจะยกตัวอย่างให้ฟัง เด็ก 3 คน เป็นเพื่อนกัน ไปเที่ยวด้วยกัน คนแรก ลูกครู คนที่สอง ลูกแม่ค้า คนที่สาม ลูกตำรวจ บังเอิญระหว่างนั้นไปมีเรื่องกับกลุ่มวัยรุ่นอื่นและฝ่ายตรงข้ามเกิดการล้มเจ็บตายเกิดขึ้น ข่าวต่างๆจะลงว่าอย่างไร ลูกใครก่อเหตุ ลูกใครมีเรื่อง แน่นอน เด็กสามคนนั้นจะกลายเป็นแก๊งลูกตำรวจขึ้นมาทันที จริงไหมครับ นอกเหนือจากนั้น ตำรวจเป็นอาชีพที่ไม่มีวันหยุดนักขัตฤกษ์ ไม่มีเวลาทำงานที่แน่นอน คุณต้องเป็นตำรวจ 24 ชม. ยิ่งหยุดยาวคุณต้องยิ่งเหน็ดเหนื่อยมากขึ้น ไม่ว่าจะปีใหม่ สงกรานต์ คนอื่นๆเขาหยุดงานกลับบ้านไปหาญาติพี่น้องกัน แต่หากคุณเป็นตำรวจ คุณไม่มีสิทธิ์นั้น คุณต้องพร้อมสำหรับการเรียกตัวทำงานตลอดเวลาโดยไม่มีสิทธิ์เรียกร้องหา OT หรืือค่าทำงานล่วงเวลาใดๆทั้งสิ้น เพราะมันไม่เคยมีให้(เว้นแต่บางหน่วยเท่านั้น) หลายครั้งปัญหาครอบครัวก็เกิดขึ้นเพราะตัวตำรวจไม่มีเวลาพอที่จะดูแลครอบครัวได้ดีพอ จนเมื่อปัญหาลุกลามบานปลายไปมากทุกอย่างก็จบลงอย่างรวดเร็ว

     4. ปัญหาในการทำงาน
        ตำรวจทำงานอยู่บนปัญหาของผู้อื่นตลอดเวลา รับเอาปัญหาของผู้อื่นมาเป็นของตัวเองตลอดและต้องแก้ไขปัญหานั้นให้ได้ตามหน้าที่ของเขา แต่นอกเหนือจากปัญหาของประชาชนที่เข้ามาติดต่อในทุกๆวันตลอดเวลา ทำให้หลายๆคนเกิดความเครียดสะสมขึ้นมาก ส่วนใหญ่ก็มักจะคุ้นชินกันไป แต่บางส่วนก็รับเอาความเครียดนั้นไว้ตลอดเวลา จนเมื่อถึงที่สุดก็เลือกทางจากไป แต่นั่นก็ยังเป็นแค่ด้านเดียวที่คนภายนอกมองเห็น สิ่งที่อยู่ภายในระบบของตำรวจนั้นก็คืออำนาจการบังคับบัญชาของตำรวจด้วยกัน ตำรวจเป็นข้าราการที่นอกเหนือจากตำแหน่งแล้ว ยังมียศเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทำให้การทำงานของตำรวจในความเป็นจริงแล้วไม่ได้มีอิสระในการคิดและตัดสินใจทุกอย่างแบบ 100% โดยเฉพาะในสายงานสอบสวน หรือที่เราเรียกกันว่า "ร้อยเวร" นั่นเอง หลายๆครั้งมักถูกแทรกแทรงจากผู้มีอำนาจ ระบบอุปถัมภ์ และระบบบุุญคุณต้องทดแทนแบบไทยๆเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ ระบบค่าของคนอยู่ที่คนของใครใช้ได้เสมอกับระบบตำรวจไทย และความกดดันนั้นไม่ใช่น้อยๆเลย ถึงขนาดว่าการลาออกจากราชการก็ไม่ได้แก้ปัญหาให้ได้


     5. ความเจ็บป่วย
         ปัญหาเรื่องความเจ็บป่วยนั้น ใครๆก็เป็นใช่ไหมครับ เหมือนๆกับปัญหาครอบครัวนั่นแหละ แต่ทำไมตำรวจถึงเจ็บป่วยมากกว่าข้าราชการอื่นๆ ผู้เขียนเห็นว่าตำรวจเป็นอาชีพที่เสี่ยงอันตรายที่สุด ทั้งอันตรายจากโจรผู้ร้ายที่ตำรวจมีหน้าที่โดยตรงที่ต้องเผชิญแล้ว ยังต้องทำหน้าที่บริการและป้องกันเหตุต่างๆแบบครอบจักรวาลอีกด้วย อะไรที่แย่ๆ ไม่ดี น่ากลัว เสี่ยง ทุกคนก็จะเรียกหาตำรวจไว้ก่อนทั้งนั้น และหน้าที่ปกติที่ต้องยืนตากแดดตากฝน จัดการจราจร ตั้งด่านตรวจ ขี่รถออกตรวจ ที่ล้วนแล้วแต่มีผลเสียต่อสุขภาพทั้งสิ้น ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ จึงไม่แปลกเลยที่ตำรวจจะเจ็บป่วยกันเยอะโดยเฉพาะโรคเครียดและโรคซึมเศร้า เพราะเวลาส่วนใหญ่มักจะหมดไปกับการทำงานแบบไร้ OT เสมอ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆเช่น กทม. นี่ไม่นับรวมคนที่ชอบกินเหล้า สูบบุหรี่ หรือทำร้ายร่างกายตัวเองด้วยวิธีอื่นๆนะครับ ผมมองในภาพรวมเป็นหลัก และความเจ็บป่วยนี่ก็เป็นสาเหตุหลักๆที่ตำรวจตัดสินใจจากโลกนี้ไป


     ทั้ง 5 ข้อนี้ ผู้เขียนใช้ความรู้และการพินิจพิเคราะห์ด้วยตัวเอง อาจมีถูกบ้างผิดบ้าง ตรงใจหรือไม่ตรงใจใครบ้างก็ต้องขออภัยไว้ก่อน แต่หากบทความนี้จะพอเป็นประโยชน์ใดๆกับสังคมและโลกนี้บ้าง ผู้เขียนก็ขอยกคุณความความดีทั้งหมดให้กับบุพการี ครูบาอาจารย์ และผู้มีพระคุณทั้งหลายของผู้เขียนไว้ ณ.ที่นี้ครับ

     บทความทั้งหมดนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ Zad Channel ไม่อนุญาตให้นำส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดไปใช้เพื่อได้มาซึ่งผลประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น เว้นแต่ได้รับอนุญาตหรือเพื่อการศึกษาและกิจกรรมที่ไม่หวังผลประโยชน์ตอบแทน