แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมมะเพื่อชีวิต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมมะเพื่อชีวิต แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2562

ฉันไม่ได้เลื่อนยศ ธรรมะเพื่อชีวิต

     เพราะมีสิ่งนี้ จึงมีสิ่งนี้ เพราะด้วยเหตุนี้ จึงเป็นเช่นนี้ ความจริงที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้เมื่อกว่า 2500 ปีที่แล้ว ยังคงจริงแท้แน่นอน และใช้ได้ในปัจจุบันไปจนถึงอนาคต 



     พุทธองค์สอนความจริงอันประเสริฐไว้แล้ว นั่นคือ อริยสัจ4 อันได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และ มรรค แปลง่ายๆก็คือ
     ทุกข์     คือ   การรู้สึกถึงความทุกข์ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ
     สมุทัย  คือ   สาเหตุของการเกิดทุกข์
     นิโรธ    คือ   การดับดับทุกข์
     มรรค    คือ   หนทางแห่งการดับทุกข์ อันประกอบไปด้วยการกระทำ 8 ประการ


     อธิบายให้เข้าใจง่ายเข้าไปอีก เช่น ร้อยตำรวจเอก สมชาย รู้สึกเครียดและไม่สบายใจเลย เพราะเขามีสิทธิ์ที่จะได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นขึ้นเป็นสารวัตร ติดยศ พันตำรวจตรี แต่คำสั่งก็ยังไม่ออกสักที เขาจึงรู้สึกหงุดหงิดตลอดเวลา กินไม่ได้ นอนไม่หลับ นี่คือ "ทุกข์"  

     และสาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะเขาหวังไว้มาก วิ่งเต้นทุกอย่างเพื่อที่จะได้ประสบความสำเร็จ ก้าวหน้าในอาชีพการงาน  อีกทั้งทางครอบครัว เพื่อนฝูงก็เรียกเขาว่าสารวัตรล่วงหน้าไว้แล้วหลายวัน นี่คือ "สมุทัย" มันคือความอยาก อยากได้ อยากมี อยากเป็น จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ

     หากเขาเพียงแต่ปล่อยวางความอยากนั้นไว้ และทำความเข้าใจว่า สิ่งใดที่เป็นของเรามันย่อมจะเป็นของเรา สิ่งใดที่มันไม่ใช่ของเรา ขวนขวายหาแทบพลิกแผ่นดินมันก็ไม่ใช่ของเรา และทำใจให้รับรู้ถึงสิ่งนี้ได้ เราเรียกว่า "นิโรธ"

     สุดท้ายคือทางที่จะเข้าสู่นิโรธได้นั้น ก็คือ "มรรค" หรือการกระทำทั้ง 8 ประการ อันมี เห็นชอบ ดำริชอบ เจรจาชอบ ทำการงานชอบ เลี้ยงชีพชอบ พยายามชอบ ระลึกชอบ  และตั้งใจชอบ


     หากร้อยตำรวจเอกสมชาย เข้าใจถึงอริยสัจ 4 นี้ ก็จะไม่รู้สึกร้อนรุ่มเพราะความอยากได้ อยากมี อยากเป็น และ กลับเข้าใจได้ว่า หากสิ่งนี้เป็นของเขาแล้ว เขาก็ย่อมได้รับอย่างหนีไม่พ้นแน่นอน แต่หากยังไม่ได้ดังที่หวัง ก็ไม่มีอะไรต้องทุกข์ใจไป เพราะด้วยการกระทำอันชอบทั้ง 8 คือ มรรค นั้น เป็นเข็มทิศที่จะนำเขาไปสู่ความสุข หรือ อย่างน้อยก็ไม่ต้องทุกข์กับความอยากที่มี อย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องย้ายไปอยู่ที่อื่นซึ่งอาจจะทำให้เขาต้องห่างครอบครัว คนรัก ไปไกล และอาจจะกลายเป็นทุกข์ตัวใหม่ที่เขาต้องแบกรับไว้อีก

     แม้หากถึงเวลาแล้วได้มาดังต้องการ เขาก็ยังมีความสุขได้แบบไม่หลงทิศทาง เพราะมรรคจะยังคงเป็นเข็มทิศให้กับชีวิตของเขาเช่นกัน เขาจะไม่หลงในยศ ตำแหน่ง หน้าที่ใหม่ ที่เป็นเพียงของชั่วคราวที่เขาจะได้รับ นี่คือความจริงอันประเสริฐที่พระพุทธองค์ได้มอบให้กับพวกเรา ขอจงนำไปพินิจให้ดี  สุดท้ายนี้ ผู้เขียนหวังว่าทุกท่านจะมีความสุขกับชีวิต ไม่ว่าท่านจะได้หรือไม่ได้ในสิ่งที่ท่านหวังไว้ก็ตาม


   
   

วันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

วัดอยู่ที่ไหน? คำตอบจากหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ให้กับในหลวงรัชกาลที่ 9

     คนวิ่งเข้าวัดนี้ ออกวัดนี้ ไล่ทำบุญทำทานบ่อยๆ ทุกวันนี้รู้ไหมว่าวัดคืออะไร อยู่ที่ไหน เป็นอย่างไรบ้าง ลองมาดูคำตอบง่ายๆจาก หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ที่มีให้กับในหลวงรัชกาลที่ 9


ครั้งหนึ่งหลวงปู่ฝั้น อาจาโร กับในหลวงรัชกาลที่ ๙ ได้พบ สนทนาธรรมกันที่วัดบวรนิเวศวิหาร

หลวงปู่ก็ถามว่า : ดูก่อนมหาบพิตร มาวัดบ่อยไหม?

ในหลวง : ไม่ใคร่บ่อยนักเนื่องจากมีราชการงานมาก

หลวงปู่ : ถ้ามหาบพิตรมาวัด มาที่วัดไหนล่ะ

ในหลวง : ส่วนใหญ่กระผมมาที่ วัดบวรนิเวศวิหารนี้ มานมัสการสมเด็จพระญาณสังวรฯ ซึ่งเคยเป็นพระพี่เลี้ยงตอนบวช

หลวงปู่ : มหาบพิตร ตรงไหนล่ะวัด นั้นก็เรียกว่า กุฏิ นั้นก็เรียกว่า ศาลา นั้นก็เรียกว่า โบสถ์ เมื่อสิ่งต่างๆ เหล่านี้มารวมกันเข้าก็สมมติเรียกกันว่า วัด เพราะฉะนั้น ตัวตนของวัดจริงๆนั้น ไม่มีดอก ที่โบราณเขาเรียกกัน ว่าที่รวมเหล่านี้เป็นวัด นั้นก็เพื่อ ให้"มาวัด"ที่ดวงใจของเรานี้ว่า ขณะนี้ดวงใจของเรานี้อยู่ห่างไกลจากกิเลส ห่างไกลจากความทุกข์มากน้อยขนาดไหนแล้ว โดยให้เราวัดอยู่เสมอๆ นั้นแหละ อย่างนี้จึงจะเรียกว่า "มาถูกวัด" ในความหมายที่แท้จริง

ในหลวง : ถ้าเช่นนั้น ขณะที่กระผมอยู่บนรถ กระผมก็ไปวัดได้ใช่ไหมครับ

หลวงปู่ : ถูกแล้วมหาบพิตร อยู่ที่ไหนๆ ก็ไปวัดได้ ถ้าได้หันมาพิจารณาดูที่ดวงใจของเรา วัดว่าใจของเราขณะนี้ ห่างจากไกลกิเลส จากความทุกข์ มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กิเลส คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง นั้นแล


     เมื่ออ่านแล้วทุกๆท่านคงได้ทราบแล้วว่า วัด คืออะไร จะได้ไม่ต้องวิ่งหาวัดกันให้วุ่นวายต่อไปอีก ทั้งนี้ ผู้เขียนไม่ได้เขียนบทสนทนนาดังกล่าวนี้ขึ้นเอง และ ไม่ทราบว่าผู้ใดนำมาถ่ายทอด แต่เห็นว่ามีประโยชน์ต่อพุทธศาสนิกชนทุกๆท่าน จึงได้นำมาเผยแพร่ต่อ และ ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาให้ไม่เข้าวัด แต่อยากให้เข้าใจถึงคำว่าวัดมากขึ้นเท่านั้น

วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2561

จำไว้ เมื่อหมดประโยชน์เขาก็ทิ้ง

     ท่านทั้งหลาย จงมาฟังทางนี้เถิด โดยเฉพาะท่านที่มียศ มีตำแหน่งทั้งหลาย ความจริงนี้จะช่วยเตือนใจท่านได้บ้าง ไม่มากก็ต้องมีสักน้อยอย่างแน่นอน


     สิ่งใดมี "คุณค่า" เราวัดกันด้วยอะไร สิ่งใดที่มี "มูลค่า" เราวัดกันด้วยอะไร คุณค่าและมูลค่านั้นแตกต่างกันอย่างมาก คุณค่าเป็นเรื่องของความรู้สึกความผูกพัน แม้ไม่มีราคาสักสลึงก็อาจเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากก็ได้ ส่วนมูลค่านั้นเป็นเรื่องของความจับต้องและคำนวณได้ กำหนดได้ มีราคาได้ บางสิ่งอาจจะมีทั้งคุณค่าและมูลค่า บางสิ่งก็มีแค่สิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น

     คนๆหนึ่งที่เกิดมาบนโลกนี้ อาจสร้างคุณค่าให้ตัวเองด้วยการทำตัวมีประโยชน์แก่ตัวเอง แก่สังคม แก่โลกนี้ และอาจสร้างมูลค่าให้กับตัวเองเมื่อต้องกลายเป็นคนสำคัญ คนมีชื่อเสียง หรือเป็นคนมีความรู้ ใครอยากให้ไปโชว์ตัวที่ไหนก็ต้องมีเงินจ้าง หรือมีสิ่งตอบแทน จะทำอะไรก็ได้เงินได้ทอง ได้ผลประโยชน์ไปทุกอย่าง เขาจึงเป็นทั้งคนที่มีคุณค่าและมูลค่ากันไปในตัว


     สิ่งของบางอย่างเมื่อยังมีคุณค่าและมูลค่า ใครๆต่างก็พากันกราบไหว้เคารพบูชา แต่เมื่อหมดคุณค่า หรือมูลค่าลงแล้ว เขาก็พากันเอามาทิ้ง ดังเช่นพระพุทธรูป รูปปั้น รูปหล่อพระเกจิอาจารย์ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย พอแตกหัก ชำรุดเสียหาย เขาก็เอามาทิ้ง โดยไม่คิดว่าก่อนหน้านี้ได้กราบไหว้ บูชา ด้วยดอกไม้ ธูปเทียน  อาหารคาว หวานสารพัด

     ท่านทั้งหลายที่มียศ มีตำแหน่ง มีอำนาจ โดยเฉพาะ ตำรวจและทหาร พึงระวังสังวรณ์ไว้ให้ดี วันนี้เรามีคุณค่า หรือมูลค่าในตัวมากน้อยแค่ไหน วันนี้ได้ทำอะไรที่มีคุณค่ากับตัวเองและคนอื่นๆหรือไม่ ลด หรือ ละ โลภ โกรธ หลงลงบ้างไหม หรือยังคิดถึงแต่ตัวเองอยู่อย่างเดียว หลงในตัวกู ของกู อยู่ไหม และได้สร้างมูลค่าให้ตัวเองไว้เพื่อชีวิตหลังวัยเกษียณบ้างหรือยัง หรือว่าเงินบำนาญนั้นเพียงพอกับชีวิตที่เหลือแล้ว แม้หากท่านรู้สึกเพียงพอแล้วกับมูลค่า ทรัพย์สินต่างๆที่มีแล้ว ก็ขออย่าลืมการสร้างคุณค่าเลย ยามใดหมดอำนาจวาสนาแล้ว ไปไหนมาไหนก็ยังมีคนยกมือไหว้ ทักทาย ถามหาให้ได้ชื่นใจกันได้เสมอ


     จงใช้ปัญญาพิจารณาให้ดีเถิด อย่ามัวเมากับลาภ ยศ สรรเสริญ และอำนาจเพียงอย่างเดียว วันนี้สิ่งเหล่านั้นอาจจะยังสวยงาม แต่วันใดที่มันแตกสลาย ผุพัง หรือสิ้นลงแล้ว ท่านก็จะไม่ต่างอะไรจากพระพุทธรูปที่เขาเอามาทิ้งนี้เลย

iZA NEWS

วันศุกร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2561

ตายก่อนตาย ทำได้จริงๆหรือ ธรรมมะเพื่อชีวิต

     ในศาสนาพุทธ เรามีความเชื่อในเรื่องวัฏสงสาร นั้นคือการเวียนว่ายตายเกิด และมีความเชื่อว่าการเวียนว่ายตายเกิดของเรานั้นได้ผ่านมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน และจะเกิดขึ้นอีกนับครั้งไม่ถ้วนต่อไป ไม่ว่าเราจะอยากหรือไม่อยากก็ตาม ส่วนการได้เกิดเป็นอะไรมาบ้างแล้ว หรือจะเกิดเป็นสิ่งใดในอนาคต สิ่งเดียวที่กำหนดไว้คือ กรรม เท่านั้น กรรมนั้นหมายถึงทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว ที่จะเป็นตัวกำหนดสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเท่านัั้น กรรมที่ล่วงมาแล้วในอดีตเราไม่สามารถไปแก้ไขได้


     และเพราะเราทุกคนล้วนมีความตายรออยู่เบื้องหน้าเช่นเดียวกันทุกๆคน ไม่มีใครสามารถที่จะหลีกหนีความตายไปได้ เราทุกคนล้วนรู้ถึงสิ่งนี้กันดีอยู่แล้ว แม้จะพยายามลืมหรือไม่นึกถึงความตาย แต่สุดท้ายความตายก็จะเกิดขึ้นกับทุกคนอยู่ดี  ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นใครก็ตาม สิ่งเดียวที่คนๆนั้นจะนำติดตัวไปด้วยคือผลแห่งกรรมเท่านั้น

   
     หากในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าเราทุกคนล้วนมีความตายรออยู่เบื้องหน้า และสิ่งต่างๆนอกเหนือจาก บาป และ บุญ เราเอาไปไม่ได้เลย ใยไม่คิดที่จะตายซะก่อนล่วงหน้าที่จะตาย คำว่าตายก่อนนี้หมายถึงการเข้าถึงความจริงแท้ของชีวิต นั่นคือ อริยสัจ 4 อันประกอบด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และ มรรค ซึ่งเป็นทางแห่งการดับทุกข์อย่างแท้จริง หากละแล้วซึ่งความ โลภ ความโกรธ ความหลง เสียได้ ละความยึดมั่นถือมั่นต่างๆลงจนหมดสิ้น เข้าใจถึงกฏแห่งกรรม และ กฎแห่งชีวิต ท่านก็จะเสมือนคนที่ตายจากโลกนี้ไปแล้ว และท่านก็รู้ว่าไม่มีสิ่งใดจะทำร้ายคนตายไปแล้วได้ ท่านจะใช้เวลาที่ยังมีลมหายใจอยู่นี้เพื่อสร้างแต่บุญกุศล เพื่อที่วันหนึ่งเมื่อถึงคราวที่ต้องละสังขารไปจริงๆ ท่านจะได้ใช้บุญกุศลเหล่านี้เป็นเสบียงของท่านในภพชาติต่อไป และท่านจะพบกับความสุขที่แท้จริงด้วยตัวของท่านเองในชีวิตนี้ได้อย่างแน่นอนโดยไม่ต้องรอให้ชาติหน้า ภพหน้ามาปรากฎเสียก่อน

วันศุกร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2561

รุ่งอรุณแห่งความตาย "ธรรมมะเพื่อชีวิต"

    " ความตาย" เป็นสิ่งที่เกิดมาควบคู่กับการเกิด เป็นเรื่องที่สิ่งมีชีวิตทั้งปวงปฏิเสธไม่ได้ ไม่ว่าอยากหรือไม่อยาก ชอบหรือไม่ชอบ จะหลีกหนีไปอยู่ลึกถึงใจกลางโลกหรือสุดขอบจักรวาล ก็ยังไม่อาจหนีความตายได้พ้น


      ว่ากันว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตประเภทเดียวที่รู้ว่าตัวเองต้องตาย สัตว์ต่างๆนั้นหาได้รู้ว่ามีความ แก่ ความเจ็บ และความตายรออยู่เบื้องหน้า ต่างดำรงชีวิตอยู่ด้วยสัญชาติญาณ กิน ถูกกิน หลับนอน สืบพันธุ์ และเมื่อหมดแรงด้วยการแก่หรือการป่วยก็รอเวลาตายเท่านั้น  โดยที่ไม่รู้ว่าชีวิตและความตายคืออะไร

     มนุษย์ส่วนใหญ่แม้จะรู้ดีว่าตัวเองจะต้องตาย แต่กลับหลงลืมหรือแกล้งทำเป็นลืมว่าวันนั้นจะมาถึง หรือบางคนก็คิดว่ายังอีกนาน ซึ่งจริงๆแล้วเราต่างก็รู้ว่าเวลานั้นไม่อาจกำหนดหรือหยั่งรู้ได้ด้วยตัวเอง เว้นแต่เป็นการกระทำอัตวินิบาตกรรม คือการลงมือปลิดชีวิตของตัวเองลงเท่านั้น ซึ่งในทุกๆศานาเชื่อกันว่าเป็นการก่อบาปที่หนักหนามาก


      มนุษย์เพียงส่วนน้อยมากๆเท่านั้นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงการดำรงค์อยู่ของชีวิตและการมีอยู่ของวัฏสงสาร อันมีเวียนว่ายตายเกิด ชดใช้บาปและรับผลบุญกันมาไม่รู้กี่ชาติกี่ภพ และสามารถหยุดวัฏนั้นลงได้ เราเรียกอริยะบุคคลเหล่านั้นว่า พระอรหันต์

     คนส่วนใหญ่นั้นแม้จะรู้ถึงการ เกิด แก่ เจ็บ และตาย แต่ก็มักไม่ได้ระวังตนเองในเรื่องของความคิด คำพูด และการกระทำของตนเองมากนัก ไม่ได้เร่งสั่งสมบุญและลดบาป กลับเร่งแสวงหาความสุขฉายฉวยในยามที่มีโอกาสไว้ให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ เงินทอง และ ความสุขทางกามารมย์ต่างๆ  บางคนถึงกับต้องเข้าป่าล่าสัตว์ใหญ่ที่ใกล้สูญพันธุ์เพียงเพื่อความเชื่อว่าอวัยวะของสัตว์นั้นมีคุณค่าทางกามารมย์กับตนเอง จนสุดท้ายเขาก็หนีวิบากแห่งบาปนั้นไม่พ้น และแม้สังคมยังกังขาว่ากฎหมายจะสามารถทำอะไรกับคนกลุ่มนี้ได้หรือไม่ แต่ผู้เขียนเชื่อว่ากฎแห่งกรรมได้บันทึกไว้แล้วอย่างแน่นอน


     เมื่อพูดถึงวันพรุ่งนี้ มีใครบ้างที่กล้ายืนยันมาว่าตนเองจะยังมีลมหายใจอยู่ แม้เราจะเชื่อและคาดหวังว่าหลังจากหลับตาลงแล้ว เราจะสามารถลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วใช้ชีวิตอย่างปกติได้ในทุกๆเช้าโดยไม่ตายไปเสียก่อนในคืนนั้น ความจริงคือไม่มีใครรู้ แม้เราจะนอนหลับอย่างสุขสบายบนที่นอนในบ้านของเรา แต่บ่อยครั้งที่มีข่าวว่าลูกกระสุนปืนจากที่ไหนไม่รู้ตกลงบนหลังคาลงมาทะลุร่างของคนโชคร้ายนั้นจนถึงแก่ความตาย กว่าคนนอนข้างๆจะรู้ก็สายไปเสียแล้ว นั่นก็บอกได้ชัดเจนว่าชีวิตนั้นไม่แน่นอน

     "รุ่งอรุณแห่งความตาย" จึงเกิดขึ้นได้เสมอกับสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตเซลเดียว หรือ มหาราชผู้ครองจักรวาล จะเว้นเสียก็แต่พระผู้เป็นอรหันต์แล้วเท่านั้นที่แม้จะยังมีชีวิตและลมหายใจอยู่ แต่ก็เหมือนได้ตายไปแล้ว ตายที่ว่านี้คือการตายจากกิเลสทั้งหลายจนหมดสิ้น  กิเลส ตัณหา ราคะ โลภ โกรธ หลง ไม่อาจทำอันตรายท่านเหล่านั้นได้อีกแล้ว และแม้แต่ความตายที่แท้จริงก็ไม่อาจทำอันตรายท่านเหล่านั้นได้ด้วยเช่นกัน เพราะด้วยจิตอันเป็นพิสุทธิ์นั้นหลุดพ้นแล้วซึ่งธาตุ 4 และ ขันธ์ทั้ง 5 การดำรงค์อยู่ของพระอรหันต์นั้น แม้เพียง 1 นาที จึงมีค่ามหาศาลต่อโลกใบนี้




     ผู้เขียนอยากส่งต่อแง่คิดในการดำรงค์ชีวิตให้ท่านผู้อ่านในยามที่ยังมีชีวิตอยู่ตอนนี้ว่า ขอจงอย่าได้ประมาทในการดำรงค์อยู่ของชีวิตตัวเอง ไม่ว่าจะดำรงค์อยู่ในฐานะใดก็ตาม ขอจงระลึกไว้เสมอว่าสิ่งเดียวที่นำติดตัวไปได้ยามสิ้นลมคือ บุญ และ บาป ที่ตนได้ก่อไว้เท่านั้น จงเริ่มหรือเพิ่มเติมบุญต่างๆไว้ให้ดีเถิด หากวันพรุ่งนี้ความตายมาพรากเราไปเสียแล้ว บุญและบาปที่ได้ก่อไว้ก็จะสำแดงผลออกมาให้รู้เป็นที่ประจักษ์แท้แน่นอน 


    ทบทความอิงหลักธรรมมะนี้ หากก่อให้เกิดบุญกุศลใดๆขึ้นมา ผู้เขียนขอมอบให้แก่ บิดา มารดา ภรรยา บุตร ญาติมิตร ผู้มีพระคุณ เทวา สัตว์ทั้งหลาย และเจ้ากรรมนายเวร ขอให้เขาทั้งหลายจงได้รับผลบุญแห่งวิทยาทานเหล่านี้ด้วยเถิด