Looking For Anything Specific?

ตายแล้วไปไหน ในทางพุทธศาสนาที่แท้จริง

     ชีวิตหลังความตาย มีจริงหรือไม่ เชื่อว่าหลายคนคงเคยตั้งคำถามกับสิ่งนี้มาบ้างแล้ว และก็ยังเชื่อว่าหากเอาคำถามนี้ไปถามคนอื่นๆ ก็อาจจะได้คำตอบที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสิ่งที่แต่ละคนเชื่อ ภูมิหลัง ศาสนา และการได้รับข้อมูลจากแหล่งต่างๆกันมา

     แต่หากมองในแง่มุมของพุทธศาสนาแท้ๆที่ไม่เกี่ยวกับไสยศาสตร์ หรือพุทธศาสนาในแบบที่ผ่านการปรุงแต่งมาอย่างมากมายจนหาหาแก่นแท้แทบไม่ได้อย่างที่เราเห็นเป็นประจำจนคุ้นตา เราจะพบว่าแท้จริงแล้วมนุษย์คนหนึ่งกว่าจะได้กำเนิดขึ้นมาได้นั้นยากเย็นแสนเข็ญเหลือเกิน กว่าจะผ่านบ่วงแห่งบาปและบุญต่างๆมาได้

     แน่นอนว่าแทบไม่มีใครจดจำอดีตของตัวเองได้ เว้นแต่ผู้นั้นจะได้ปฏิบัติภาวนาจนถึงขั้นบรรลุถึงธรรมอันเป็นที่สุดแล้ว ซึ่งก็เป็นอย่างที่เรารู้ว่าในโลกนี้คงมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ส่วนใหญ่ที่ออกมาแสดงตนว่าเป็นผู้รู้ก็มักจะไม่ใช่ของจริง


     แล้วก็มาสู่คำตอบของคำถามที่ว่า ตายแล้วไปไหน? หากมีคนตอบว่า ตายแล้วก็จบ เหมือนการปิดสวิตช์ไฟ คือดับไปเลย จบไปเลย ไม่ปรากฎอะไรขึ้นมาอีก ก็ไม่ผิด แต่หากบางคนบอกว่า ตายแล้วก็ต้องไปเกิดใหม่ เรื่องทั้งหมดยังไม่จบ ก็ไม่ผิดเช่นกัน 

     ยังไงกัน หลายคนคงเกิดคำถามนี้ในใจใช่ไหมครับ เราจะมาอธิบายเรื่องนี้กัน อันการเกิดหรือดับของมนุษย์ ซึ่งประกอบด้วย ธาตุ 4 ขันธ์ 5 นั้น ไม่มีความแตกต่างอะไรกันเลย เพราะล้วนแต่อยู่ในวงจร(วัฏฏะ) เดียวกันทั้งสิ้น นั่นคือการเกิดขึ้นมา จะต้องประกอบด้วยเหตุ เมื่อมีเหตุครบถ้วนบริบูรณ์ ทั้งเรื่องของ บุญ บาป และเวลาที่เหมาะสม มนุษย์คนหนึ่งจึงได้กำเนิดขึ้นมา ดำรงอยู่ชั่วคราว และหากพ้นซึ่งเหตุแล้ว ทุกอย่างก็ย่อมดับลงไป

   เมื่อถึงที่สุดของเหตุและปัจจัยในการดำรงอยู่ครั้งนี้ ก็เข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายคือการดับ ในทางพุทธศาสนานั้นเชื่อว่าการดับเป็นการดับลงทันที ก่อนที่จิตของเรานั้นจะต้องไปกำเนิดใหม่อีกครั้ง เป็นวัฏฏะสงสาร (การเวียนว่ายตายเกิดซ้ำๆ)  อย่างนี้เรื่อยไป แต่การจะกำเนิดเป็นสิ่งใดก็ขึ้นอยู่กับบุญและบาปที่ได้กระทำมาในอดีต ซึ่งอาจเป็นอดีตในชาติภพนี้ของเรา หรือเป็นอดีตในหลายหมื่นหลายแสนชาติที่ได้กำเนิดมาก่อนหน้า

     และการเกิดนั้นก็เป็นผลโดยตรงของบาปและบุญอย่างแท้จริง อาจจะเกิดเป็น สัมภเวสี เปรต อสุรกาย มด หนอน แมลง เทวดา พรหม หมา แมว สัตว์นรก หรือได้เกิดมาเป็นมนุษย์อีกครั้ง ก็ยังต้องมาเป็นคนรวย คนจน คนหล่อ สวย อัปลักษณ์ แข็งแรง ขี้โรค คนดี คนเลว ก็ล้วนแล้วแต่เป็นผลของบุญและบาปทั้งสิ้น แต่หากต้องการหลุดพ้นจากสังสารวัฏ (การเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ) มนุษย์ก็สามารถทำได้ โดยการถือศีล บำเพ็ญเพียร ภาวนา และการปฏิบัติให้บรรลุถึงธรรมอย่างแท้จริง 

     หากรู้ตัวว่าไม่ได้เป็นผู้หลุดพ้นจากปัจจัยเหล่านี้ และรู้ว่าต้องทำกรรม (การกระทำทั้งบาปและบุญ) อะไร ก็จำเป็นที่จะต้องก่อเหตุเพื่อให้ถึงพร้อมซึ่งกรรมดีต่างๆ อย่างน้อยก็เพื่อเป็นปัจจัยไม่ให้ต้องไปกำเนิดใหม่ในอบายภูมินานนัก ไม่ต้องไปชดใช้กรรมที่จะก่อในอนาคตเพิ่มอีก ส่วนกรรมในอดีตนั้น ในทางพุทธศาสนาไม่มีความเชื่อเรื่องการล้างบาป การแก้กรรม สิ่งเหล่านั้นไม่เคยมีในศาสนาพุทธ มาปรุงมาแต่งกันเอาเองทั้งนั้น เพราะแม้แต่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเองก็ยังต้องชดใช้กรรมหลายครั้งหลังจากตรัสรู้ ก่อนจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน 

     ทั้งหมดนี้ก็ได้ข้อสรุปว่า ในทางพุทธศาสนานั้น เชื่อว่าความตายของสิ่งมีชีวิตไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นเพียงแค่การกำเนิดหรือปรากฎขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งในวัฏฏะสงสารอันมากมายมหาศาล ที่ไม่มีจุดเริ่มต้นและไม่มีจุดสิ้นสุด ตามเหตุตามปัจจัยที่มี เว้นแต่ได้กำเนิดมาเป็นมนุษย์และสามารถปฏิบัติในทางที่ถูกต้องเพื่อการบรรลุซึ่งธรรม (สำเร็จอรหันต์) จึงเป็นจุดสิ้นสุดของวัฏฏะทั้งหลาย ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกแล้ว สิ้นสุดแล้ว นี่เป็นคำตอบทั้งหมดของคำถามว่า ตายแล้วไปไหน? ตามความเชื่อของพุทธศาสนาครับ

แสดงความคิดเห็น

0 ความคิดเห็น