วันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2564

เรื่องน่าตกใจของเด็กยุคใหม่กับสถาบันครอบครัว New Normal Family

      เรื่องที่ผู้ใหญ่หลายๆคนต้องทำความเข้าใจกับความคิดของเด็กรุ่นใหม่บางคนที่มีต่อคำว่าครอบครัว พ่อ แม่ ของพวกเขา และคำว่ากตัญญูที่มีความหมายเปลี่ยนไปจากอดีตโดยสิ้นเชิง โปรดอ่านให้จบและแสดงความคิดเห็นร่วมกันอย่างมีสตินะครับ

     เมื่อในอดีต การที่สร้างครอบครัวขึ้นมาจากคนสองคน มักจะต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ใหญ่ของแต่ละฝ่ายอย่างเคร่งครัด ทั้งด้วยเหตุผลทางสังคม การเมือง สิทธิ์ กฎหมาย ศีลธรรม ความเหมาะสม แม้แต่โดยพินัยกรรม ทั้งจากการคลุมถุงชนและจากความรักอย่างแท้จริงของทั้งสองฝ่าย

     แต่ในปัจจุบันนี้ การเกิดขึ้นของสิ่งที่เรียกว่าครอบครัวมักจะเป็นไปจากความต้องการของคนสองคนซะเป็นส่วนมาก อาจเป็นเพราะโลกที่เปิดกว้างขึ้น ทุกคนมีอิสระในการคิด การทำ การอยู่มากขึ้น นั่นอาจรวมถึงการใช้ชีวิตอยู่ห่างจากครอบครัวของตัวเองด้วย และยังไม่นับถึงการอยู่ร่วมกันเป็นคู่แบบคู่รักของคนสองคนที่กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

     ด้วยอัตราการเกิดใหม่ของเด็กทารกที่น้อยลงเรื่อยๆในประเทศที่พัฒนาแล้ว รวมถึงประเทศที่น่าเชื่อว่ากำลังอยู่ในการพัฒนาอย่างประเทศไทย ก่อให้เกิดความคิดที่เปลี่ยนแปลงในเรื่องสถาบันครอบครัวเพิ่มมากขึ้น เด็กวัยรุ่นบางคนไม่มีความเชื่อในสถาบันครอบครัวอย่างในอดีตที่เคยเป็นมา ทั้งเรื่องการกตัญญูรู้คุณ การผูกพันธ์กับพ่อแม่ในฐานะผู้มีพระคุณที่ให้กำเนิดชีวิตตัวเองขึ้นมา รวมทั้งการเชื่อฟังและเคารพในคำสอนต่างๆที่พ่อแม่ถ่ายทอดมาให้ และหลายๆคนยังไม่ต้องการสืบทอดธุรกิจ หรือกิจการต่างๆที่พ่อแม่ได้ทำอยู่ตอนนี้ด้วย 

     พวกเขาบางคนมีความเชื่อว่าการกำเนิดขึ้นของตัวเขาเองนั้นมาจากความต้องการของผู้เป็นพ่อแม่ หรือแม้กระทั่งไม่ได้เกิดจากความต้องการด้วยซ้ำ แต่เมื่อกำเนิดมาแล้วก็ต้องดูแลกันไป เขาไม่ได้ต้องการเกิดขึ้นมาด้วยตัวของเขาเอง บางคนก็โพสขึ้นในสื่อโซเชียลว่าตอนจะให้เขาเกิดขึ้นมาก็ไม่ได้ถามเขา เมื่อคนสองคนต้องการให้เขาเกิดขึ้นมา ก็เป็นหน้าที่ของคนสองคนที่จะต้องดูและเขาให้ดี 

     และแน่นอนว่า หากถามถึงการกตัญญูต่อพ่อแม่หมายถึงอะไร(จากการที่ผู้เขียนได้คุยกับวัยรุ่นบางคนเท่านั้น) บางคนตอบว่า หากว่าผู้เป็นพ่อแม่ดูแลเขาให้ดีพอแล้ว วันหนึ่งข้างหน้าหากเขามีโอกาสก็จะกลับมาดูแลตอบแทนให้เองตามความเหมาะสม แต่จะมาบังคับให้เขาต้องตอบแทนด้วยวิธีใดๆไม่ได้ เช่นการต้องส่งเงินให้ใช้หลังจากเรียนจบทำงานแล้ว เพราะเขาเองก็ต้องดูแลตัวเอง ไหนยังต้องค้นหาและทำตามเป้าหมายความฝันของตัวเองให้สำเร็จ และแน่นอนว่าต้องไม่ใช่หน้าที่ของเขาในการหาเงินมาชำระหนี้ที่พ่อแม่ได้ก่อไว้ ถึงจะอ้างว่าเป็นเงินที่เลี้ยงดูและใช้ส่งเสียให้เรียนหนังสือก็ตาม

     บางคนอาจมองว่านี่คือสิ่งที่เรียกว่าอกตัญญู หรือเนรคุณ แต่หากมองอีกมุมหนึ่ง ความคิดเหล่านี้ก็มีเหตุผลไม่น้อย การสืบพันธุ์นั้นเป็นความต้องการปกติของสิ่งมีชีวิต แต่การสืบพันธุ์ของมนุษย์นั้นมีเหตุผลแตกต่างไปจากสัตว์อื่นๆ ทั้งด้วยความพึงพอใจในการกระทำ และความต้องการในผลที่ตามมา

     เมื่อได้กำเนิดชีวิตใหม่ขึ้นมาแล้ว มนุษย์ยังเป็นสิ่งมีชีวิตเดียวที่ต้องเจ็บปวดมากที่สุด และยังใช้เวลาในการเลี้ยงดูลูกมากที่สุดอีกด้วย สัตว์อื่นๆส่วนใหญ่นั้นจะรักและหวงแหนลูกของตัวเองในเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้นก็จะทอดทิ้งหรือขับไล่ออกไปจากฝูงจากกลุ่มของตัวเอง บางชนิดเพียงแค่คลอดออกมาแล้วก็จบสิ้นความสัมพันธ์กันไปเลย และบางชนิดก็กินลูกตัวเองเป็นอาหารหลังจากเกิดมาด้วยซ้ำ ซึ่งแตกต่างจากมนุษย์ที่มีความผูกพันธ์กันชั่วชีวิต

     กล่าวมาถึงจุดนี้ แน่นอนว่าความคิดของหลายๆคนคงมีออกมาแตกต่างกันไป ส่วนตัวผู้เขียนเองนั้นก็มีความรู้สึกทั้ง 2 แบบที่เกิดขึ้นอย่างแรกเลยคือคิดว่าทำไมเด็กบางคนจึงคิดแบบนั้น อีกแบบก็คิดว่าโลกเปลี่ยนไปมากแล้ว เราควรจะยอมรับและวางแผนชีวิตให้มากกว่านี้ การจะหวังให้ลูกๆมาคอยดูแลยามแก่ชราหรือมาช่วยงานต่างๆเป็นสิ่งที่ไม่ควรคาดหวังต่อไป 

     ทั้งหมดนี้เป็นเพียงด้านหนึ่งที่ผู้เขียนได้สัมผัสมา ไม่ได้หมายรวมถึงคนทั้งหมด และได้นำเรื่องราวและความคิดมาเขียนเป็นบทความไว้ ผู้เขียนเชื่อว่าการคิดของคนรุ่นใหม่นั้นเป็นเรื่องที่คนรุ่นเราควรตระหนักไว้บ้าง เพราะความคาดหวังของผู้ใหญ่ซึ่งเป็นพ่อแม่นั้นไม่เหมือนกัน บางคนเพียงต้องการส่งเสริมให้ลูกได้ดีและไปถึงเป้าหมายของเขาเท่านั้น แต่บางคนก็ยังหวังว่าจะให้เด็กอยู่ในโอวาท เชื่อฟัง และกลับมาดูแลพวกเขายามแก่ชรา ผมเชื่อว่าไม่มีใครคิดอะไรผิดครับ เพียงแต่คิดว่าสิ่งที่บางคนหวัง ยังเป็นเรื่องที่ควรจะหวังไหม จะได้อย่างหวังหรือไม่ และอาจจะหาคำตอบให้ตัวเองได้ว่าการมีลูกนั้นใช่คำตอบสำหรับชีวิตของเราอย่างแท้จริงหรือไม่ ลองหาคำตอบกันดูครับ

Teddy



     

     

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น