ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

6 สถานที่ บริจาคเงินลดภาษีได้ 2 เท่า ทำที่ไหนได้บ้าง

     ใกล้ได้เวลาที่หลายๆคนจะต้องจ่ายภาษีกันอีกแล้ว สำหรับบุคคลธรรมดา ก็อยู่ในช่วย เดือนมกราคา - มีนาคม ของทุกๆปี แต่วันนี้ iZA News จะมาแนะนำวิธีการทำให้เงินที่จะต้องจ่ายเป็นภาษีของเรา มีค่ามากเป็นสองเท่ากันครับ



     วิธีที่หลายๆคนนิยมกันคือการ บริจาค เงินเพื่อช่วยเหลือกลุ่มต่างๆ ทั้งกลุ่มสาธารณะจากเอกชน หรือ จากหน่วยงานของรัฐบาลก็ตาม ทีนี้เราจะมาดูกันว่า ที่ไหนบ้างที่ทำให้เงินของเราทวีค่าขึ้นเป็นสองเท่าในการใช้เพื่อคำนวณภาณีเพื่อลดหย่อนภาษีของบุคคลธรรมดากัน

     1. บริจาคเพื่อการศึกษา
     การบริจาคเพื่อการศึกษานี้ สามารถทำได้ถึง 3 ทางด้วยกัน นั้นคือ

     1.1 บริจาคเพื่อสร้างอาคาร สถานที่ ให้กับสถาบันการศึกษา หรือ จะบริจาคเพื่อซื้อที่ดินก็ได้
     1.2 สื่อการเรียนการสอน ไม่ว่าจะเป็น หนังสือ สมุด ดินสอ โปรเจทเตอร์ คอมพิวเตอร์
     1.3 บุคคลากร โดยการจัดหาผู้มีความชำนาญในด้านต่างๆมาทำการสอนให้กับสถาณศึกษานั้น
ตรวจสอบรายชื่อสถานศึกษาที่ได้รับการรับรองจากสรรพากรได้ที่นี่
คลิ๊ก http://www.rd.go.th/publish/28654.0.html


     2.บริจาคเพื่อสนับสนุนการกีฬา
     การบริจาคชนิดนี้ ไม่ใช่ว่าให้กลุ่มหรือทีมกีฬาใดก็ได้นะครับ แต่เป็นการบริจาคให้กับ กลุ่มที่ได้รับการรับรองจากสรรพากรแล้วเท่านั้น
ตรวจดูรายชื่อ กลุ่ม ทีมกีฬาได้ที่นี่
คลิ๊ก http://download.rd.go.th/fileadmin/download/sportsociety_241256.pdf

     3.บริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้พิการ
     เพื่อเป็นการช่วยเหลือ บรรเทาเบาบาง ส่งเสริมอาชีพต่างๆให้ก้บคนพิการ ตามหน่วยงานที่ได้ร้บการรับรองจากสรรพากร
ตรวจดูรายชื่อได้ที่นี่
คลิ๊ก http://www.rd.go.th/publish/36170.0.html

     4.บริจาคให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อพัฒนาเด็กเล็ก
     ซึ่งโดยปกติแล้ว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกที่ มักจะมีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของตัวเองอยู่แล้ว เราสามารถเข้าไปสอบถามเพื่อบริจาคได้ด้วยตนเองทุกที่
ตรวจสอบรายชื่อ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กได้ที่นี่ คลิ๊ก http://dusitcenter.dusit.ac.th/schools/?region=north

     5. บริจาคให้โครงการฝึกอบรมเยาวชนของสถาณพินิจ
สามารถบริจาคได้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการ บำบัด ฟื้นฟู แก้ไข เด็กและเยาวชนที่อยู่ในความดูแลของสถาณพินิจคุ้มครองเด็กและเยาวชน หรือ ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม

     6.บริจาคเข้ากองทุนยุติธรรม
     กองทุนยุติธรรมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการช่วยเหลือประชาชนในด้านกฎหมาย  เพื่อให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างเท่าเทียมกัน โดยมีความช่วยเหลือเช่น การขอปล่อยตัวชั่วคราว การให้ความรู้ การช่วยเหลือจากการถูกดำเนินคดี

     การบริจาคให้กับหน่วยงานทั้ง 6 ที่กล่าวมานี้ จะสามารถลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า แต่เมื่อรวมกันทั้งหมดแล้วจะต้องไม่เกิน 10 % ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่นๆหมดแล้ว

     วิธีคำนวณภาษี  เช่น
นายชอบ มีรายได้ต่อปี   500,000 บาท
หักลดหย่อนตัวเอง        60,000 บาท
หัก ลูก 2 คน คนละ        30,000 บาท เป็นเงิน 60,000 บาท
รวมแล้วหักลดหย่อนทั้งหมด 120,000 บาท
เหลือรายได้สุทธิ           380,000 บาท

เงินจำนวน 380,000 บาทนี้ จะเป็นเงินที่ใช้ในการคำนวณการเสียภาษี
เงินบริจาคจะนำมาลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 10%  ของรายได้สุทธิ  และ 10% ของนายชอบคือ 38,000 บาท


     หากนายชอบต้องการจ่ายภาษีให้น้อยลง ก็นำเงินไปบริจาคกับสถานที่ทั้ง 6 ที่กล่าวมาเพียงแค่ 19,000 บาท ก็จะได้รับการเพิ่มเป็นสองเท่า เสมือนการจ่ายไปถึง 38,000 บาท เพื่อนำมาเป็นส่วนลดหย่อนภาษีในขั้นตอนถัดไป เช่นจริงๆแล้วจะต้องเสียภาษี 50,000 บาท ก็จะจ่ายเพิ่มอีกเพียง 12,000 บาทเท่านั้น รวมกับที่บริจาคไปอีก 19,000 บาท เท่ากับจ่ายจริง 31,000 บาท ลดหย่อนเพิ่มไปถึง 19,000 เลย

     หากใครต้องการรายละเอียดที่ชัดเจนและแน่นอนกว่านี้ แนะนำให้ไปสอบถามที่สำนักงานสรรพากรใกล้บ้านท่าน เพราะจะได้รับคำตอบที่ชัดเจน ในส่วนรายละเอียดที่ทางเราได้ลงไว้นี้ เป็นเพียงตัวอย่างคร่าวๆเพื่อให้เข้าใจถึงการคำนวณยอดเงินบริจาคที่จะสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้เท่านั้น

     และนอกเหนือจากนี้ เรายังสามารถบริจาคให้เด็กด้อยโอกาสทางการศึกษา การให้ทุนการศึกษา มูลนิธิการกุศล ซื้อประกันชีวิต ลงทุนในกองทุนรวม ได้อีกด้วย

iZA News

   

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตำรวจไทย ในวันอ่อนแอ

     "ตำรวจ" อาชีพที่อยู่ท่ามกลางความสับสนและน่าสงสัยมากที่สุดในโลก โดยเฉพาะตำรวจไทย ที่เหมือนกับถูกสาปให้จมดิ่งอยู่กับความเลวร้ายในทุกเรื่อง ทุกอย่าง และทุกสถานที่ แม้ในวันที่ทุกคนรู้ว่าตำรวจเป็นหน่วยงานที่อ่อนแอที่สุด       จากคำสั่งล่าสุดของผู้มีอำนาจต่อองค์กรตำรวจ ได้แต่งตั้งให้บุคคลที่รู้กันอยู่ว่าเกลียดชังตำรวจมากที่สุด เป็นศัตรูกับตำรวจมาโดยตลอด และเคยอยู่ในเหตุการณ์ที่ตำรวจถูกทำร้ายอย่างรุนแรงโดยอาวุธสารพัดชนิด ทั้งมีด ไม้ ปืน หรือแม้กระทั้งอาวุธสงคราม จนบาดเจ็บสาหัสและตายคาที่  ให้คนผู้นี้มามีอำนาจเหนือตำรวจทั้งประเทศ และแม้จะมีกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงจากตำรวจชั้นผู้น้อยทั่วประเทศ แต่ก็หาได้มีผลอะไรเลย      นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้มีอำนาจทำเยี่ยงนี้ ก่อนหน้านี้ก็เคยแต่งตั้งผู้ที่โดนกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญาแผ่นดินให้มาเป็นผู้มีอำนาจในการปราบปรามผู้กระทำความผิดและต่อต้านการทุจริตมาแล้ว โดยไม่สนใจความผิดถูก ชั่วดี หรือ กระแสสังคมใดๆเลย      คงมีบางคนที่คิดว่า ใช้คนที่เกลียดตำรวจนี่แหละมาปฏิรูปตำรวจจะได้ผลดีมากที่สุด เพราะเขาคงไม่ยอมให้สิ่งแย่ๆในวงการนี้ดำเ

ทำไมต้องเป็น พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข เท่านั้น

      เสร็จสิ้นไปแล้วแบบไม่พลิกโผ แต่ยังมีเรื่องที่หลายคนอยากรู้ว่าทำไมจึงเป็น พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ที่ได้ขึ้นครองบัลลังค์ ผบ.ตร. คนใหม่       หากจะให้วิเคราะห์เองก็คงวิเคราะห์ตามความรู้ที่มีเพียงเล็กน้อย ส่วนใหญ่ก็คงวิเคราะห์คาดเดากันตามเหตุผลและประสบการณ์ที่หลายคนเคยมี แต่ถ้าจะฟังวิเคราะห์เจาะลึก เล่าความเป็นมากันจริงๆแล้ว ก็อยากให้ลองฟังจากผู้ที่คร่ำหวอดในวงการสีกากีกันเลยดีกว่า เชิญชมคลิปวีดีโอจาก NEWS1 กันได้ครับ

ตะลึงทั้งประเทศ จากพันตำรวจเอก กลายเป็นวินมอไซค์รับจ้าง

      ถึงกับตกตะลึงกันไปทั้งบาง เมื่อพบความจริงว่า ลุงวินมอไซค์คนนี้ แท้จริงเป็นตำรวจที่มียศถึง พันตำรวจเอก     ใครที่เคยไปใช้บริการวินมอเตอร์ไซค์หน้าปากทางเข้าโรงเรียนตำรวจภูธร 2 หรือ ปัจจุบันคือศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 2 จังหวัดชลบุรี น่าจะเคยใช้บริการของวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างหมายเลข 16 กันบ้างแล้ว แต่มีใครรู้บ้างไหมว่าชายคนนี้เป็นใคร      พันตำรวจเอก ธีระศักดิ์ พบศิลา หรือ "ลุงอู๊ด" ที่ใครๆในละแวกนั้นต่างรู้จักกันดี มีอาชีพเสริมคือการขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างอยู่บริเวณหน้าปากทางเข้าศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 2 จังหวัดชลบุรีในขณะนี้ มีประวัติความเป็นมาอย่างไร ถึงได้มาทำอาชีพนี้ รายได้จากการเป็นตำรวจมากน้อยแค่ไหน แล้วอาชีพขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างส่งผลอะไรกับชีวิตรับราชการหรือไม่ มีคำตอบอยู่ตรงนี้ครับ     ลุงอู๊ด จบการศึกษาจากโรงเรียนตำรวจภูธร 2 ชลบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2519  ได้รับราชการตำรวจมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งจบการศึกษาระดับปริญญาตรี และ ได้สอบเลื่อนชั้นขึ้นเป็นนายตำรวจยศ ร้อยตำรวจตรี จนถึงยศขณนี้คือ พันตำรวจเอก ได้เล่าเรื่องราวของเขาและครอบครัวให้ฟังว่า เงินเดือ