วันจันทร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2562

"สังคม"จะรับมืออย่างไร กับภาวะตำรวจสมองไหล Police Brain Drain

     คำว่าสมองไหล เดิมทีนั้นมักจะได้ยินกันจากองค์กรต่างๆที่มีผู้มีความรู้ความสามารถขั้นสูง เฉพาะด้าน และเป็นคนสำคัญมากๆที่ลาออกหรือย้ายไปทำงานกับองค์กรอื่นๆจนส่งผลกระทบต่อองค์กร บริษัท หรือหน่วยงานราชการนั้นๆ ไม่ค่อยเกิดขึ้นกับตำรวจมากนัก


     แต่ในปัจจุบัน ผู้เขียน (iZA NEWS) เชื่อว่า คำว่าสมองไหลกำลังจะสร้างปัญหาอย่างร้ายแรงให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เหตุเพราะตำรวจหลายๆคนทั้งที่กำลังศึกษาอยู่ในสถาบันของตำรวจ หรือ ทำงานแล้ว มองเห็นว่าองค์กรตำรวจนั้นอ่อนแอในทุกๆด้าน และมองหาความเจริญก้าวหน้าในการทำงานได้ยากมาก เว้นแต่นามสกุลคุณดัง มีเงินทองล้นเหลือ หรือ ได้อยู่ใกล้ชิดผู้มีอำนาจ ตำรวจดีๆจำนวนมากจึงเลือกที่จะใช้ความรู้ความสามารถของตัวเองไปสร้างอนาคตใหม่กับภาคธุรกิจเอกชน หรือ องค์กรอื่นที่มองเห็นอนาคตชัดเจนกว่า เช่น การเป็นอัยการ ผู้พิพากษา


     เหตุที่ผู้เขียนมองว่าองค์กรตำรวจนั้นอ่อนแอ เพราะวันนี้นอกจากการทำงานในหน้าที่ประจำวันที่เหนื่อยหนักและเสี่ยงอันตรายรอบด้านของตำรวจในระดับปฏิบัติการ ที่เรียกว่าหน้าที่ 24 ชั่วโมง กับงานป้องกัน ปราบปราม สืบสวน จราจร  ยังมีภารกิจอีกมากมายที่ตำรวจเข้าไปทำ  ทั้งๆที่หลายๆเรื่องก็มีหน่วยงานอื่นที่รับผิดชอบโดยตรงอยู่แล้ว หรือ การสนองนโยบายต่างๆของผู้บังคับบัญชาทั้งเรื่องส่วนตัว คุณนาย เพื่อน ญาติ ลูก เมียน้อย มากมายเหลือคณานับ และยังเรื่องในราชการที่มีคำสั่ง นโยบายมากมายก่ายกองจนกระทั่งคนสั่งเองบางทียังจำไม่ได้ แต่สิ่งที่ได้รับตอบแทนมาคือสิ่งที่ผู้ปฏิบัติเรียกว่า "สั่งจังตังค์ไม่จ่าย"



     เป็นที่รู้กันดีว่านโยบายสวยหรูต่างๆของตำรวจนั้น ส่วนใหญ่แล้วมีแต่คำสั่ง แต่ไม่มีงบประมาณ มาถึงตรงนี้โปรดอย่าถามว่าเขาเอางบประมาณจากไหนมาสนองนโยบาย ผมไม่ทราบครับ


     และในฐานะมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง หากว่าคุณเจอสิ่งที่ดีกว่าคุณจะเลือกอะไร ผู้เขียนเชื่อว่าทุกท่านคงมีคำตอบในใจอยู่แล้ว หลายคนยอมรับราชการตำรวจต่อไปเพราะสาเหตุเรื่องหนี้สินที่คงค้างอยู่  หรือ ไม่อยากไปเริ่มต้นใหม่อีก เพราะมันต้องใช้เวลาในการปรับตัวมาก แต่หลายๆคนเลือกที่จะไปเผชิญความท้าทายใหม่ๆ เพราะรู้ว่ามีโอกาสดีๆรออยู่ หรือ มีเหตุผลที่ผู้อื่นไม่อาจทัดทานได้


     อย่างที่ทุกคนรู้กันดี กว่าจะเชี่ยวชาญในการสืบสวน ปราบปราม จับโจรผู้ร้ายนั้น ตำรวจแต่ละคนต้องผ่านการฝึกฝน ทดสอบ ลองผิดลองถูก เรียนรู้จากรุ่นพี่ที่มากประสบการณ์ ทั้งวิชาเทพและวิชามาร ต้องพัฒนาตัวเองให้ก้าวทันกับสภาพสังคม และ อาชญากรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่หากตำรวจเหล่านี้มองไม่เห็นอนาคตความเจริญก้าวหน้าของตัวเองในระบบ แล้วเลือกที่จะไปหาทางอื่นที่ดีกว่า ความรู้เหล่านั้นก็เหมือนสูญสลายหายไปในอากาศ



     และปัญหาอีกอย่างที่ทำให้ตำรวจดีๆหลายคนต้องยอมแพ้ ก็คือ "สังคม" ตำรวจหลายคนโดนดูถูก เหยียดหยาม รังเกียจ ทั้งๆที่ไม่เคยไปทำอะไรให้คนๆนั้นเลย ไม่ว่าจะในระบบออนไลน์หรือออฟไลน์ก็ตาม "สังคม"พร้อมใจกันรุมด่าว่า ประณาม กดขี่อย่างสะใจ หากรู้ว่ามีตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น โดยไม่แคร์ว่าจะจริงหรือไม่จริง ในขณะที่ผูับังคับบัญชาระดับสูงทำได้ดีที่สุดคือสั่งย้ายทันที และกอดเก้าอี้ตัวเองไว้ให้แน่นที่สุด

     เมื่อตำรวจขาดผู้มีความรู้ความสามารถ ที่พร้อมจะทำงานอย่างจริงจังจากภาวะสมองไหล ส่วนที่เหลือก็พยายามประคับประคองตัวเองให้อยู่ถึงเกษียณโดยไม่ต้องมีเรื่อง และบางคนมองว่ายิ่งทำงานมาก โอกาสผิดพลาดก็มีมาก  และหากพลาดมาก็ไม่มีคำว่าให้อภัยเกิดขึ้นทั้งจากผู้บังคับบัญชาและ "สังคม"


    ตำรวจทำงานอยู่ท่ามกลางความขาดแคลนทั้งงบประมาณและขวัญกำลังใจ แต่ "สังคม" กลับบอกให้ตำรวจปรับตัวแต่เพียงอย่างเดียว ไม่เคยหยิบยื่นอะไรให้ แม้แต่กำลังใจ เหมือนบอกให้คนๆหนึ่งไปให้สุดขอบฟ้าแต่ไม่บอกทางไปและไม่ให้อะไรไปด้วยเลย พอเขาไม่เข้าใจหรือหลงทางก็เฆี่ยนตีอย่างหนักโดยหวังว่าเขาจะรู้ขึ้นมาเองด้วยแรงกระหน่ำของแส้ในมือ


     จะแปลกตรงไหนหากตำรวจดีๆมีความสามารถจะทิ้งอาชีพนี้และเดินไปบนเส้นทางอื่นที่มีความกดดันน้อยกว่าแทน และ จะแปลกตรงไหน หากตำรวจดีๆที่ยังอยู่ ยอมที่จะพยายามรักษาตัวให้อยู่ถึงเกษียณอย่างปลอดภัย "สังคม" พร้อมจะรับมือกับเรื่องแบบนี้แล้วใช่ไหม ถามจริงๆ


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม