วันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2561

วิธีปิดไม่ให้เพื่อนมาโพสบน Facebook ของเรา

     การมีเพื่อนเป็นเรื่องที่ดี แต่เพื่อนที่ดีไม่ได้มีกันทุกคน และที่สำคัญ เพื่อนที่ใช้สื่อโซเชี่ยลหลักของโลกเช่น Facebook นั้น ต่างก็มีมากมายหลากหลายรูปแบบเกินจะจินตนาการ และ การมีเพื่อนในโลกโซเชี่ยลนั้น น่าสะพรึงกว่าการมีเพื่อนในชีวิตจริงหลายเท่า หากสามารถป้องกันปัญหาต่างๆได้ เราก็ควรทำไว้

     ซึ่งการป้องกันปัญหาในครั้งนี้ คือการป้องกันการโพสจากเพื่อนในเฟสของเรานั่นเอง ในเมื่อเป็นเฟสของเรา ก็ควรมีเราคนเดียวเท่านั้นที่โพสสร้างกระทู้ โพสรูป โพสวีดีโอ โพสเรื่องราวต่างๆของเราลงไป เพื่อนควรมีสิทธิ์แค่อ่าน และ คอมเมนต์เท่านั้น จริงไหมครับ และเราควรทำการป้องกันไม่ให้เพื่อนโพสในเฟสของเราได้ทันที

     วิธีการทำก็ไม่ได้ยากเลย เพียงแค่เข้าไปตั้งค่าตามที่คลิปวีดีโอจาก Zad Channel ได้แนะนำไว้ตามนี้ครับ แค่นี้เราก็ทำให้เพื่อนมาโพสบนเฟสเราไม่ได้อีกแล้ว


จริงไหม กินไข่ทุกวันจะเป็นอันตราย?

     ไข่ไก่ ได้ชื่อว่าเป็นอาหารที่หาได้ง่ายที่สุด และ มีประโยชน์มากที่สุดชนิดหนึ่งด้วย แต่มีสักกี่คนที่รู้ว่า ไข่ไก่นั้นมีคุณค่าทางโภชนาการอย่างไร และ วิธีกินไข่ไก่ให้ได้ประโยชน์อย่างสูงสุดคือแบบไหน วันนี้เรามาหาคำตอบกัน


     เมื่อพูดถึงไข่ อันดับแรกต้องดูเรื่องของคุณค่าทางโภชนาการกันก่อนเลย ไข่ไก่ 1 ฟองนั้น (คำนวนจาก 100 กรัม) จะให้พลังงานทั้งหมด 160 กิโลแคลอรี่     มีส่วนประกอบของ

     โปรตีน              12.3 กรัม
     คาร์โบไฮเดรต  1.4 กรัม
     ไขมัน               11.7 กรัม
     น้ำ                    73.5 กรัม
     สารอนินทรีย์    1.1 กรัม

     นอกเหนือจากการที่ไข่มีโปรตีนที่มีคุณภาพดีมากต่อร่างกายแล้ว ยังมีส่วนประกอบที่สำคัญอื่นๆอีก เช่น สังกะสี กรดโฟลิก วิตามิน B6 วิตามิน B12 แคโรทีนอยด์ ซัลเฟอร์ โคลีน และ แมกนีเซียม และจากนี้เราจะมาพูดถึงการกินไข่ที่ถูกต้อง


     เด็ก อายุ 6 - 7 เดือน ควรเริ่มรับกินเฉพาะไข่แดงต้มสุกผสมกับอาหารอื่นเช่น ข้าวบดละเอียด
     เด็ก อายุ 7 เดือน - 2 ขวบ กินไข่ได้ทั้งฟอง
     เด็ก อายุ 2 ปี - วัยทำงาน กินไข่ได้ทุกวัน วันละ 1 ฟอง
     ผู้สูงอายุ คือวัยหลังเกษียณ ควรลดปริมาณลงมาเหลือสัปดาห์ละ 3-4 ฟองต่อสัปดาห์ก็พอ
และในทุกวัย ไม่ควรรับประทานไข่ดิบในทุกกรณี เพราะไข่ดิบนั้นเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อโรค และไข่ขาวดิบๆยังไปขัดขวางการดูดซึมไบโอติน(วิตามิน H หรือ วิตามิน B7 )อีกด้วย


     สิ่งที่หลายๆคนห่วงกันคือ ปริมาณคอเลสเตอรอลที่อยู่ในไข่ เพราะเข้าใจว่าจะทำให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพ หลอดเลือด และ หัวใจ เพราะไข่ 1 ฟอง มีปริมาณคอเลสเตอรอลมากถึง 210 มิลลิกรัม แต่ในทางวิจัยแล้วพบว่า การกินไข่สัปดาห์ละ 1-3 ฟอง ของผู้ซึ่งมีปริมาณไขมันในเลือดสูงกว่า 200 มิลกรัม ไม่ได้ทำให้ค่าของไขมันในเลือดสูงขึ้นผิดปกติกว่าเดิม และ จากผลการวิจัยในคนที่มีสุขภาพปกตินั้น พบว่า คนที่กินไข่สสัปดาห์ละ 4 ฟอง จะมีปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือดน้อยกว่าคนที่กินไข่สัปดาห์ละ 1 ฟอง หรือ ไม่กินไข่เลย (ผลการวิจัยจาก ศ.พญ.จุาภรณ์ รุ่งพิสุทธิพงษ์ คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยายาลรามาธิบดี)

     นอกเหนือจากนี้ไข่ 1 ฟอง ยังมีส่วนประกอบสำคัญคือ โคลีน ที่มีมากถึง 30 % ของความต้องกาารในชีวิตประจำวัน ซึ่งโคลีนนี้มีประโยชน์ในการช่วยบำรุงความจำ และ ป้องกันการเกิดภาวะการอุดตันของหลอดเลือดด้วย ทั้่งยังมีลูทีน และ ซีแซนทีน ที่ช่วยบำรุงสายตา  และ ท้ายสุดที่ควรรับประทานไข่เป็นประจำ เพราะไข่นนั้นมีโปรตีนที่ดีมาก หากรับประทานเป็นอาหารเช้าเป็นประจำ จะช่วยลดความอ้วนได้ เหตุเพราะไข่มีโปรตีนสูง จึงทำให้มีความรู้สึกว่าอิ่มได้นานมากขึ้น

iZa NEWS

   
   

วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ตะลึงทั้งประเทศ จากพันตำรวจเอก กลายเป็นวินมอไซค์รับจ้าง

     ถึงกับตกตะลึงกันไปทั้งบาง เมื่อพบความจริงว่า ลุงวินมอไซค์คนนี้ แท้จริงเป็นตำรวจที่มียศถึง พันตำรวจเอก



 
  ใครที่เคยไปใช้บริการวินมอเตอร์ไซค์หน้าปากทางเข้าโรงเรียนตำรวจภูธร 2 หรือ ปัจจุบันคือศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 2 จังหวัดชลบุรี น่าจะเคยใช้บริการของวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างหมายเลข 16 กันบ้างแล้ว แต่มีใครรู้บ้างไหมว่าชายคนนี้เป็นใคร

     พันตำรวจเอก ธีระศักดิ์ พบศิลา หรือ "ลุงอู๊ด" ที่ใครๆในละแวกนั้นต่างรู้จักกันดี มีอาชีพเสริมคือการขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างอยู่บริเวณหน้าปากทางเข้าศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 2 จังหวัดชลบุรีในขณะนี้ มีประวัติความเป็นมาอย่างไร ถึงได้มาทำอาชีพนี้ รายได้จากการเป็นตำรวจมากน้อยแค่ไหน แล้วอาชีพขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างส่งผลอะไรกับชีวิตรับราชการหรือไม่ มีคำตอบอยู่ตรงนี้ครับ


    ลุงอู๊ด จบการศึกษาจากโรงเรียนตำรวจภูธร 2 ชลบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2519  ได้รับราชการตำรวจมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งจบการศึกษาระดับปริญญาตรี และ ได้สอบเลื่อนชั้นขึ้นเป็นนายตำรวจยศ ร้อยตำรวจตรี จนถึงยศขณนี้คือ พันตำรวจเอก ได้เล่าเรื่องราวของเขาและครอบครัวให้ฟังว่า เงินเดือนจากการเป็นข้าราชการตำรวจนั้นไม่เพียงพอต่อรายจ่ายที่เขามี เหตุเพราะเป็นเพียงข้าราชการชั้นผู้น้อย  มีครอบครัวซึ่งมีบุตร 3 คน จากภาวะด้านการเงินที่เกิดขึั้น  และด้วยนิสัยส่วนตัวของเขาซึ่งเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่ได้ยึดติดกับการเป็นข้าราชการ หรือ หัวโขนของการเป็นตำรวจ  ซึ่งขณะนั้นลุงอู๊ดมียศ สิบตำรวจโท เท่านั้น จึงทำให้ลุงอู๊ดและภรรยาคือ เจ๊กุ้ง ช่วยกันมองหาหนทางทำมาหากิน เพื่อจะสร้างครอบครัวให้มีความมั่นคงทางการเงิน หรือ อย่างน้อยก็ให้เอาตัวรอดจากสภาวะเศรษฐกิจให้ได้ โดยที่ไม่ต้องไปทำเรื่องอะไรที่ไม่ควรจะต้องทำ



     และทั้งสองได้พบว่า การขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างนั้นเป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่ง ซึ่งให้เวลาในการดูแลลูกๆได้เต็มที่เท่าที่ต้องการ และ สามรถสร้างรายได้ให้มากพอจนไม่ต้องใช้ชีวิตลำบากมากนัก จึงได้ตัดสินใจที่จะทำอาชีพเสริมโดยการขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างกันทั้งสองคน นับจากวันนั้นมาถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว


     และแม้เมื่อลุงอู๊ดจะสอบเลื่อนชั้นขึ้นเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรได้แล้ว แต่ก็ยังคงไม่ทิ้งอาชีพการขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างในทุกครั้งที่มีเวลา แต่ที่ทำให้ตะลึงมากกว่านั้น ลุงอู๊ดบอกว่า เขายังใช้เวลาว่างในการรับจ้างเป็นยามเฝ้าโรงน้ำแข็งในเวลากลางคืนอีกด้วย และ ในบางวัน เขาก็รับจ้างเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยให้กับร้านทองในบริเวณใกล้เคียง เพื่อแลกกับค่าจ้างเพื่อเอาใช้ในครอบครัว แม้ว่าขณะนี้ลุงอู๊ดจะมียศติดตัวเป็นถึงพันตำรวจเอกแล้วก็ตาม


     หลายๆกิจการปฏิเสธไม่ยอมจ้างลุงอู๊ด เหตุเพราะเขามียศที่สูงเกินไป แต่ลุงอู๊ดยืนยันหนักแน่นว่า เขาไม่ได้มาขอทำสิ่งใดที่ผิดกฎหมาย หรือ ผิดทำนองคลองธรรม แม้เขาจะมียศที่สูงมาก แต่เขาก็ได้ทำหน้าที่ในการเป็นข้าราชการอย่างเต็มที่เสมอ และอีกหน้าที่หนึ่งที่เขายังต้องทำในชีวิต คือการดูแลครอบครัวของเขาให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีพอ และ การจะทำให้ได้เป็นแบบนั้นคือการมีรายได้ที่มากเพียงพอต่างหาก เพราะฉะนั้น ไม่ว่าเขาจะรับจ้างเฝ้าร้านทอง รับจ้างเป็นยามเฝ้าโรงน้ำแข็ง หรือ ขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างก็ตาม เขาทำเพื่อครอบครัวอันเป็นที่รักของเขาทั้งนั้น จนซื้อใจเจ้าของกิจการต่างๆได้ และยอมจ้างให้เขามาทำหน้าที่ตลอดมา


     ขณะนี้ลุงอู๊ดเองได้เลือกการเกษียณอายุราชการก่อนเวลา (เออรี่รีไทร์) ในตำแหน่งสารวัตรอำนวยการ สถานีตำรวจภูธร ดงหัวฬ่อ ยศ พันตำรวจโท และได้รับบำเหน็จโดยการเชิดชูเกียรติ์จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพิ่มยศให้อีก 1 ชั้น เป็นพันตำรวจเอก เพื่อออกมาทำอาชีพการขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างอย่างเต็มเวลา ร่วมกับ เจ๊กุ้ง ภรรยาคู่ทุกคู่ยากที่ร่วมเดินในเส้นทางเดียวกันมาตลอด


     วันนี้ลุงอู๊ดได้ยินยอมให้เรานำประวัติเส้นทางนักสู้ของเขามาเปิดเผยให้สังคมได้รับรู้ โดยเฉพาะสังคมตำรวจ เพื่อเป็นตัวอย่างของคนสู้ชีวิต คนที่ไม่เคยคิดจะยอมแพ้ต่อโชคชะตา คนที่รู้ว่าอะไรสำคัญที่สุดในชีวิตของเขา  และ ลุงอู๊ดอยากฝากบอกทุกคนโดยเฉพาะตำรวจว่า อย่ายึดติดกับยศ และ ตำแหน่งมากเกินไป ขอให้ดูแลครอบครัวให้ดีที่สุด เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่อยู่กับเราเสมอคือครอบครัวของเรานั่นเอง

วันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2561

เนื้อในเน่าๆของตำรวจไทย ตอนที่ 1

      "ปฏิรูปตำรวจ" คำสวยหรูดูราคาแพง และเป็นประเด็นที่ใครๆต่างพากันพูดจาได้อย่างออกรสชาติ ทั้งเผ็ดร้อน เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม  แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ถึงโลกแห่งความเป็นจริงของตำรวจไทย


     หากถามถึงอาชีพในฝันของเด็กผู้ชาย แน่นอนว่าต้องมีคำว่าตำรวจให้ได้ยินอย่างบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะมีสาเหตุมาจากการดูหนัง ดูละคร ที่หลายเรื่องพระเอกของเรื่องเป็นตำรวจและมักจะชนะในการต่อสู้กับคนร้าย หรือในข่าวต่างๆที่มีการต่อสู้กันจริงๆ แม้แต่ในชีวิตประจำวันได้เห็นการแต่งตัว การมีอาวุธ การทำงานต่างๆของตำรวจ ทำให้เด็กๆหลายคนตั้งเป็าหมายในชีวิตว่าจะต้องเป็นตำรวจให้ได้อย่างแน่นอน

     และเมื่อพวกเขาเติบโตขึ้น แล้วได้ฝ่าฟันทุกอุปสรรคจนเข้าสู่โลกแห่งผู้พิทักษ์สันติราษฎ์ได้สมดังใจแล้ว เขาเหล่านั้นก็ได้พบว่า สิ่งที่เขาเคยคิดและฝันไว้ มันก็เป็นเพียงแค่จินตนาการจากวัยเด็กเท่านั้น


     ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น คำตอบนี้ไม่ยากเลย เพราะเมื่อเข้าสู่โรงเรียนตำรวจ ไม่ว่าจะหลักสูตรนายสิบตำรวจ หรือนายร้อยตำรวจ ในโรงเรียนทุกคนต่างใช้ชีวิตในรูปแบบเดียวกัน ทั้งเรื่องการกิน การนอน การแต่งกาย และการปฏิบัติต่างๆ ไม่มีใครมีสิทธิพิเศษ ทุกคนเป็นเพียงแค่นักเรียนตำรวจ แม้ว่าจริงๆแล้วแต่ละคนจะมีฐานะทางครอบครัว การเงินหรือความรู้ความสามารถต่างกัน แต่ในโรงเรียนตำรวจ สิ่งเหล่านั้นจะยังไม่ได้แสดงผลออกมามากนัก

     จนเมื่อจบการศึกษาและออกมาปฏิบัติหน้าที่แล้วนั่นแหละ พื้นฐานทางครอบครัว การเงิน พรรคพวก เส้นสาย ญาติมิตร จะเข้ามามีบทบาทมากมายเลยทีเดียว


     ตำรวจที่มุ่งมั่นในการทำงานอย่างแท้จริงมีผลการปฏิบัติปรากฏเด่นชัด จะได้รับคำชมเชยหรือเกียรติ์บัตรอย่างสม่ำเสมอ แต่ก็มักจะไม่ค่อยก้าวหน้านักกับหน้าที่การงาน และที่สำคัญที่สุด หากตำรวจพวกนี้เกิดความผิดพลาดจากการทำงานขึ้นมา ซึ่งแน่นอนว่ามันเกิดขึ้นได้ไม่ยากเลย ไม่ว่าจะระวังขนาดไหน เตรียมพร้อมมาดีขนาดไหน คุณจะกลายเป็นจำเลยจากสังคมและผู้บังคับบัญชาคนที่เคยให้เกียรติ์บัตรนั้นทันทีโดยไม่สนว่าก่อนหน้านี้มีคุณงามความดีอะไรมาบ้าง และรางวัลที่จะได้รับนั้นอันดับแรกคือ "ออกจากราชการไว้ก่อน" ดังเราจะเห็นได้ตามข่าวอยู่เป็นประจำ

     แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับเหล่าลูกท่านหลานเธอ ในกลุ่มที่เมื่อออกมาทำงานแล้วพบว่า การทำงานรับใช้ประชาชนนั้นไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง ไม่ใช่หนทางเจริญก้าวหน้าอย่างแน่นอน ประกอบกับพื้นฐานทางครอบครัวดี จึงใช้สิทธิ์พิเศษเฉพาะตัวนั้นไปทำงานใกล้ชิดกับผู้บังคับบัญชาระดับสูง เพื่อเป็นหนทางแห่งความเจริญในอนาคต ทั้งเรื่องธุรกิจของครอบครัวและตัวเอง แถมยังไม่ต้องลงไปคลุกฝุ่นกับตำรวจกลุ่มแรก อันเป็นการการันตีว่าไม่มีโอกาสผิดพลาดจากการทำงานและอนาคตได้เติบโตแน่นอน ดูตัวอย่างได้จากอดีตนายตำรวจระดับสูงคนหนึ่งที่เผลอหลุดความในใจออกมาต่อหน้าสื่อสาธารณะว่าจริงๆแล้วอาชีพตำรวจนั้นเป็นเพียงแค่อาชีพเสริมของเขาเท่านั้น

     โปรดติดตามตอนที่ 2  เร็วๆนี้

   

   

บทความที่ได้รับความนิยม