วันศุกร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2561

รุ่งอรุณแห่งความตาย "ธรรมมะเพื่อชีวิต"

    " ความตาย" เป็นสิ่งที่เกิดมาควบคู่กับการเกิด เป็นเรื่องที่สิ่งมีชีวิตทั้งปวงปฏิเสธไม่ได้ ไม่ว่าอยากหรือไม่อยาก ชอบหรือไม่ชอบ จะหลีกหนีไปอยู่ลึกถึงใจกลางโลกหรือสุดขอบจักรวาล ก็ยังไม่อาจหนีความตายได้พ้น


      ว่ากันว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตประเภทเดียวที่รู้ว่าตัวเองต้องตาย สัตว์ต่างๆนั้นหาได้รู้ว่ามีความ แก่ ความเจ็บ และความตายรออยู่เบื้องหน้า ต่างดำรงชีวิตอยู่ด้วยสัญชาติญาณ กิน ถูกกิน หลับนอน สืบพันธุ์ และเมื่อหมดแรงด้วยการแก่หรือการป่วยก็รอเวลาตายเท่านั้น  โดยที่ไม่รู้ว่าชีวิตและความตายคืออะไร

     มนุษย์ส่วนใหญ่แม้จะรู้ดีว่าตัวเองจะต้องตาย แต่กลับหลงลืมหรือแกล้งทำเป็นลืมว่าวันนั้นจะมาถึง หรือบางคนก็คิดว่ายังอีกนาน ซึ่งจริงๆแล้วเราต่างก็รู้ว่าเวลานั้นไม่อาจกำหนดหรือหยั่งรู้ได้ด้วยตัวเอง เว้นแต่เป็นการกระทำอัตวินิบาตกรรม คือการลงมือปลิดชีวิตของตัวเองลงเท่านั้น ซึ่งในทุกๆศานาเชื่อกันว่าเป็นการก่อบาปที่หนักหนามาก


      มนุษย์เพียงส่วนน้อยมากๆเท่านั้นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงการดำรงค์อยู่ของชีวิตและการมีอยู่ของวัฏสงสาร อันมีเวียนว่ายตายเกิด ชดใช้บาปและรับผลบุญกันมาไม่รู้กี่ชาติกี่ภพ และสามารถหยุดวัฏนั้นลงได้ เราเรียกอริยะบุคคลเหล่านั้นว่า พระอรหันต์

     คนส่วนใหญ่นั้นแม้จะรู้ถึงการ เกิด แก่ เจ็บ และตาย แต่ก็มักไม่ได้ระวังตนเองในเรื่องของความคิด คำพูด และการกระทำของตนเองมากนัก ไม่ได้เร่งสั่งสมบุญและลดบาป กลับเร่งแสวงหาความสุขฉายฉวยในยามที่มีโอกาสไว้ให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ เงินทอง และ ความสุขทางกามารมย์ต่างๆ  บางคนถึงกับต้องเข้าป่าล่าสัตว์ใหญ่ที่ใกล้สูญพันธุ์เพียงเพื่อความเชื่อว่าอวัยวะของสัตว์นั้นมีคุณค่าทางกามารมย์กับตนเอง จนสุดท้ายเขาก็หนีวิบากแห่งบาปนั้นไม่พ้น และแม้สังคมยังกังขาว่ากฎหมายจะสามารถทำอะไรกับคนกลุ่มนี้ได้หรือไม่ แต่ผู้เขียนเชื่อว่ากฎแห่งกรรมได้บันทึกไว้แล้วอย่างแน่นอน


     เมื่อพูดถึงวันพรุ่งนี้ มีใครบ้างที่กล้ายืนยันมาว่าตนเองจะยังมีลมหายใจอยู่ แม้เราจะเชื่อและคาดหวังว่าหลังจากหลับตาลงแล้ว เราจะสามารถลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วใช้ชีวิตอย่างปกติได้ในทุกๆเช้าโดยไม่ตายไปเสียก่อนในคืนนั้น ความจริงคือไม่มีใครรู้ แม้เราจะนอนหลับอย่างสุขสบายบนที่นอนในบ้านของเรา แต่บ่อยครั้งที่มีข่าวว่าลูกกระสุนปืนจากที่ไหนไม่รู้ตกลงบนหลังคาลงมาทะลุร่างของคนโชคร้ายนั้นจนถึงแก่ความตาย กว่าคนนอนข้างๆจะรู้ก็สายไปเสียแล้ว นั่นก็บอกได้ชัดเจนว่าชีวิตนั้นไม่แน่นอน

     "รุ่งอรุณแห่งความตาย" จึงเกิดขึ้นได้เสมอกับสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตเซลเดียว หรือ มหาราชผู้ครองจักรวาล จะเว้นเสียก็แต่พระผู้เป็นอรหันต์แล้วเท่านั้นที่แม้จะยังมีชีวิตและลมหายใจอยู่ แต่ก็เหมือนได้ตายไปแล้ว ตายที่ว่านี้คือการตายจากกิเลสทั้งหลายจนหมดสิ้น  กิเลส ตัณหา ราคะ โลภ โกรธ หลง ไม่อาจทำอันตรายท่านเหล่านั้นได้อีกแล้ว และแม้แต่ความตายที่แท้จริงก็ไม่อาจทำอันตรายท่านเหล่านั้นได้ด้วยเช่นกัน เพราะด้วยจิตอันเป็นพิสุทธิ์นั้นหลุดพ้นแล้วซึ่งธาตุ 4 และ ขันธ์ทั้ง 5 การดำรงค์อยู่ของพระอรหันต์นั้น แม้เพียง 1 นาที จึงมีค่ามหาศาลต่อโลกใบนี้




     ผู้เขียนอยากส่งต่อแง่คิดในการดำรงค์ชีวิตให้ท่านผู้อ่านในยามที่ยังมีชีวิตอยู่ตอนนี้ว่า ขอจงอย่าได้ประมาทในการดำรงค์อยู่ของชีวิตตัวเอง ไม่ว่าจะดำรงค์อยู่ในฐานะใดก็ตาม ขอจงระลึกไว้เสมอว่าสิ่งเดียวที่นำติดตัวไปได้ยามสิ้นลมคือ บุญ และ บาป ที่ตนได้ก่อไว้เท่านั้น จงเริ่มหรือเพิ่มเติมบุญต่างๆไว้ให้ดีเถิด หากวันพรุ่งนี้ความตายมาพรากเราไปเสียแล้ว บุญและบาปที่ได้ก่อไว้ก็จะสำแดงผลออกมาให้รู้เป็นที่ประจักษ์แท้แน่นอน 


    ทบทความอิงหลักธรรมมะนี้ หากก่อให้เกิดบุญกุศลใดๆขึ้นมา ผู้เขียนขอมอบให้แก่ บิดา มารดา ภรรยา บุตร ญาติมิตร ผู้มีพระคุณ เทวา สัตว์ทั้งหลาย และเจ้ากรรมนายเวร ขอให้เขาทั้งหลายจงได้รับผลบุญแห่งวิทยาทานเหล่านี้ด้วยเถิด
    
    
    
    
    

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม