วันอังคารที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ตำรวจกับการฆ่าตัวตาย

     พล.ต.อ.สล้าง บุญนาค อดีต รองอธิบดีกรมตำรวจ(สำนักงานตำรวจแห่งชาติในปัจจุบัน) กลายเป็นข่าวใหญ่อีกครั้งด้วยการฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดลงมาจากที่สูงในห้างสรรพสินค้า พร้อมด้วยจดหมายสั่งเสียก่อนจบชีวิตลง ทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องนโยบายบางอย่างของรัฐบาล

     แม้ว่า พล.ต.อ.สล้าง จะผ่านชีวิตการรับราชการตำรวจมาอย่างโชกโชน ไม่ว่าจะสายบู๊ และ สายบุ๋น ตลอดจนหลังจากเกษียณแล้วยังมีบทบาทหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับด้านการเมืองและนโยบายต่างๆของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ไม่มีใครคาดคิดว่า พล.ต.อ.สล้าง จะเลือกเส้นทางสุดท้ายของชีวิตด้วยวิธีนี้ ทำให้ผู้เขียนยังย้อนนึกไปถึงบรรดาข้าราชการตำรวจของไทยจำนวนมาก ที่เลือกจบชีวิตของตัวเองลงไปด้วยวิธีการต่างๆเช่นกัน และ ตั้งคำถามกับตัวเองว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับข้าราชการตำรวจของไทยกันแน่



     จากบทความก่อนของผู้เขียน เรื่อง "ตำรวจ อาชีพที่น่ารังเกียจ" ทำให้ได้พบว่าจริงๆแล้วนอกจากปัญหาที่ถูกซุกซ่อนอยู่ใต้พรมของตำรวจที่มีมากมายจนแทบจะใหญ่กว่าพรมที่ปิดไว้อยู่แล้วนั้น ปัญหาบนพรมก็ยังมีมากมายมหาศาล จนตำรวจหลายคนเลือกที่จะทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลังเพื่อจบปัญหาที่แบกรับไว้จนเกินจะทนไปปีละไม่น้อย

     สถิติการฆ่าตัวตายของตำรวจไทยนับวันมีแต่จะเพิ่มขึ้นไม่ว่าจะสายงานใด หรือ ยศ ตำแหน่งใดก็ตาม หากเรามาวิเคราะห์หาสาเหตุของการตัดสินใจของเขาเหล่านั้นแล้ว พอจะมองกว้างๆได้ดังนี้

     1. การเข้าถึงอาวุธปืนได้ง่าย
         ปฏิเสธไม่ได้ว่าตำรวจกับอาวุธปืนเป็นของคู่กัน เพราะตำรวจเป็นบุคคลที่ได้รับอนุญาตให้พกอาวุธปืนติดตัวได้ตลอดเวลาหากอยู่ในขณะปฏิบัติหน้าที่ที่ต้องใช้อาวุธปืนป้องกันตัว ทั้งในและนอกเครื่องแบบ และทุกสายงาน เพราะตำรวจมีอำนาจการสืบสวนคดีอาญาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งไม่ได้แยกว่าตำรวจสายงานใดโดยเฉพาะที่มีอำนาจสืืบสวน นั่นจึงหมายถึงตำรวจทุกคน ทุกสายงาน ทุกชั้นยศ ล้วนมีอำนาจสืบสวน ตรวจค้น จับกุม  เหมือนกันทั้งสิ้น จึงไม่แปลกที่ตำรวจธุรการจะมีปืนไว้ในครอบครอง หรือ แม้กระทั่งพกปืนติดตัวขณะทำงาน เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์เฉพาะหน้าเกิดขึ้น ตำรวจคนนั้นก็ต้องเข้าทำการระงับเหตุ หรือแม้แต่ยิงต่อสู้กับคนร้ายได้ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจธุรการหรือสายปราบปรามก็ตาม เพราะคนร้ายเองก็ไม่ได้เคยมาถามก่อนว่าเป็นตำรวจสายไหน แล้วด้วยความที่มีอาวุธปืนอยู่กับตัว ยามใดที่เขาคิดว่าชีวิตนั้นถึงที่สุดแล้ว การใช้อาวุธปืนน่าจะเป็นทางออกที่รวดเร็วและเจ็บปวดน้อยที่สุด 

     2. หนี้สิน
        ปัญหาหนี้สินเป็นปัญหาอันดับต้นๆของการตัดสินใจทำเรื่องผิดๆ หรือ แม้แต่การฆ่าตัวตายของตำรวจไทย  ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? เขาใช้เงินเกินตัว ติดพนัน เจ้าชู้ หรือป่าว ตอบได้เลยว่าบางส่วนก็เป็นเช่นนั้นจริง แต่หากมองในภาพรวมแล้ว ตำรวจเป็็นอาชีพที่หากใครเข้ามาแล้วต้องมีต้นทุนพอสมควร ต้นทุนแรกๆเลยคือค่าชุดเครื่องแบบ หมวก รองเท้า เครื่องหมายต่างๆ อุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็น ปืน วิทยุสื่อสาร กุญแจมือ โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ ปรินเตอร์ กระดาษ รถ หรือบางทีแม้แต่โต๊ะ เก้าอี้ ก็ต้องซื้อเองทั้งหมดทั้งสิ้น บางแผนกถึงกับต้องจ่ายค่าไฟเองก็มี ถามว่าทางของทางราชการมีให้ใช้ไหม มีครับ แต่มีแค่บางอย่างและไม่เคยพอ ทั้งส่วนใหญ่อยู่ในสภาพเสื่อมโทรมจนไม่สามาถใช้งานได้ ทำให้ตำรวจต้องจัดหามาเอง แต่ด้วยรายได้อันน้อยนิดของตำรวจใหม่ๆที่แทบไม่พอค่าอาหารยาไส้ทำให้ต้องเกิดการกู้ยืมกันขึ้นมา และ ด้วยดอกเบี้ยมหาโหดของสถาบันการเงินต่างๆทำให้การส่งระยะยาวแทบไม่ได้ลดเงินต้นลงเลย และ ยิ่งอยู่นานก็มักจะมีหนี้สินเพิ่มมากขึ้นจากความจำเป็นต่างๆที่เกิดขึ้นเพิื่อให้เขาดำรงการทำงานอยู่ได้เพราะไม่เคยได้รับการเหลียวแลจากผู้มีอำนาจทั้งหลาย ไม่เหมือนกับข้าราชการอื่นๆ เช่นครู ที่มีโครงการต่างๆเข้ามาช่วยเหลือปัญหาหนี้สินมากมาย จนเมื่อปริมาณหนี้สินนั้นขมึงเกลียวบีบรัดจนถึงจุดสุดท้าย เขาก็เลือกที่จะจากไป 


     3. ปัญหาครอบครัว
         แน่นอนว่าหาใช่เพียงตำรวจเท่านั้นที่มีปัญหา ใครๆก็มีปัญหาแบบนี้ทั้งนั้นไม่ว่าจะอาชีพอะไร แต่ทำไมอาชีพตำรวจถึงมีปัญหาครอบครัวมากกว่าล่ะ เราลองมาดูกัน ผมจะยกตัวอย่างให้ฟัง เด็ก 3 คน เป็นเพื่อนกัน ไปเที่ยวด้วยกัน คนแรก ลูกครู คนที่สอง ลูกแม่ค้า คนที่สาม ลูกตำรวจ บังเอิญระหว่างนั้นไปมีเรื่องกับกลุ่มวัยรุ่นอื่นและฝ่ายตรงข้ามเกิดการล้มเจ็บตายเกิดขึ้น ข่าวต่างๆจะลงว่าอย่างไร ลูกใครก่อเหตุ ลูกใครมีเรื่อง แน่นอน เด็กสามคนนั้นจะกลายเป็นแก๊งลูกตำรวจขึ้นมาทันที จริงไหมครับ นอกเหนือจากนั้น ตำรวจเป็นอาชีพที่ไม่มีวันหยุดนักขัตฤกษ์ ไม่มีเวลาทำงานที่แน่นอน คุณต้องเป็นตำรวจ 24 ชม. ยิ่งหยุดยาวคุณต้องยิ่งเหน็ดเหนื่อยมากขึ้น ไม่ว่าจะปีใหม่ สงกรานต์ คนอื่นๆเขาหยุดงานกลับบ้านไปหาญาติพี่น้องกัน แต่หากคุณเป็นตำรวจ คุณไม่มีสิทธิ์นั้น คุณต้องพร้อมสำหรับการเรียกตัวทำงานตลอดเวลาโดยไม่มีสิทธิ์เรียกร้องหา OT หรืือค่าทำงานล่วงเวลาใดๆทั้งสิ้น เพราะมันไม่เคยมีให้(เว้นแต่บางหน่วยเท่านั้น) หลายครั้งปัญหาครอบครัวก็เกิดขึ้นเพราะตัวตำรวจไม่มีเวลาพอที่จะดูแลครอบครัวได้ดีพอ จนเมื่อปัญหาลุกลามบานปลายไปมากทุกอย่างก็จบลงอย่างรวดเร็ว

     4. ปัญหาในการทำงาน
        ตำรวจทำงานอยู่บนปัญหาของผู้อื่นตลอดเวลา รับเอาปัญหาของผู้อื่นมาเป็นของตัวเองตลอดและต้องแก้ไขปัญหานั้นให้ได้ตามหน้าที่ของเขา แต่นอกเหนือจากปัญหาของประชาชนที่เข้ามาติดต่อในทุกๆวันตลอดเวลา ทำให้หลายๆคนเกิดความเครียดสะสมขึ้นมาก ส่วนใหญ่ก็มักจะคุ้นชินกันไป แต่บางส่วนก็รับเอาความเครียดนั้นไว้ตลอดเวลา จนเมื่อถึงที่สุดก็เลือกทางจากไป แต่นั่นก็ยังเป็นแค่ด้านเดียวที่คนภายนอกมองเห็น สิ่งที่อยู่ภายในระบบของตำรวจนั้นก็คืออำนาจการบังคับบัญชาของตำรวจด้วยกัน ตำรวจเป็นข้าราการที่นอกเหนือจากตำแหน่งแล้ว ยังมียศเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทำให้การทำงานของตำรวจในความเป็นจริงแล้วไม่ได้มีอิสระในการคิดและตัดสินใจทุกอย่างแบบ 100% โดยเฉพาะในสายงานสอบสวน หรือที่เราเรียกกันว่า "ร้อยเวร" นั่นเอง หลายๆครั้งมักถูกแทรกแทรงจากผู้มีอำนาจ ระบบอุปถัมภ์ และระบบบุุญคุณต้องทดแทนแบบไทยๆเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ ระบบค่าของคนอยู่ที่คนของใครใช้ได้เสมอกับระบบตำรวจไทย และความกดดันนั้นไม่ใช่น้อยๆเลย ถึงขนาดว่าการลาออกจากราชการก็ไม่ได้แก้ปัญหาให้ได้


     5. ความเจ็บป่วย
         ปัญหาเรื่องความเจ็บป่วยนั้น ใครๆก็เป็นใช่ไหมครับ เหมือนๆกับปัญหาครอบครัวนั่นแหละ แต่ทำไมตำรวจถึงเจ็บป่วยมากกว่าข้าราชการอื่นๆ ผู้เขียนเห็นว่าตำรวจเป็นอาชีพที่เสี่ยงอันตรายที่สุด ทั้งอันตรายจากโจรผู้ร้ายที่ตำรวจมีหน้าที่โดยตรงที่ต้องเผชิญแล้ว ยังต้องทำหน้าที่บริการและป้องกันเหตุต่างๆแบบครอบจักรวาลอีกด้วย อะไรที่แย่ๆ ไม่ดี น่ากลัว เสี่ยง ทุกคนก็จะเรียกหาตำรวจไว้ก่อนทั้งนั้น และหน้าที่ปกติที่ต้องยืนตากแดดตากฝน จัดการจราจร ตั้งด่านตรวจ ขี่รถออกตรวจ ที่ล้วนแล้วแต่มีผลเสียต่อสุขภาพทั้งสิ้น ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ จึงไม่แปลกเลยที่ตำรวจจะเจ็บป่วยกันเยอะโดยเฉพาะโรคเครียดและโรคซึมเศร้า เพราะเวลาส่วนใหญ่มักจะหมดไปกับการทำงานแบบไร้ OT เสมอ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆเช่น กทม. นี่ไม่นับรวมคนที่ชอบกินเหล้า สูบบุหรี่ หรือทำร้ายร่างกายตัวเองด้วยวิธีอื่นๆนะครับ ผมมองในภาพรวมเป็นหลัก และความเจ็บป่วยนี่ก็เป็นสาเหตุหลักๆที่ตำรวจตัดสินใจจากโลกนี้ไป


     ทั้ง 5 ข้อนี้ ผู้เขียนใช้ความรู้และการพินิจพิเคราะห์ด้วยตัวเอง อาจมีถูกบ้างผิดบ้าง ตรงใจหรือไม่ตรงใจใครบ้างก็ต้องขออภัยไว้ก่อน แต่หากบทความนี้จะพอเป็นประโยชน์ใดๆกับสังคมและโลกนี้บ้าง ผู้เขียนก็ขอยกคุณความความดีทั้งหมดให้กับบุพการี ครูบาอาจารย์ และผู้มีพระคุณทั้งหลายของผู้เขียนไว้ ณ.ที่นี้ครับ

     บทความทั้งหมดนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ Zad Channel ไม่อนุญาตให้นำส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดไปใช้เพื่อได้มาซึ่งผลประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น เว้นแต่ได้รับอนุญาตหรือเพื่อการศึกษาและกิจกรรมที่ไม่หวังผลประโยชน์ตอบแทน 
     

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม